ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข th การพัฒนาระบบราชการ ตามแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของสานักส่งเสริมสุขภาพ (แก้ไข) info.php?info_id=2253 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2017-01-25 15:20:00 กินเจ..ด้วยหลัก 4 ล. สุขภาพดีและอิ่มบุญ info.php?info_id=2074 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2015-10-13 16:40:00 การวิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายประจำปี ช่วงงบประมาณปี พ.ศ. 2555 - 2557 งานอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ (ฉับบแก้ไข 28 ธันวาคม 2559) info.php?info_id=2054 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2015-10-08 13:10:00 กระบวนการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมแพทย์ เวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสาธารณสุขศาสตร์ พ.ศ.๒๕๕๗ และการเตรียมการเพื่อรองรับการตรวจประเมินฯ จากแพทย์สภา (ฉบับแก้ไข) info.php?info_id=2053 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2015-10-08 12:55:00 การพัฒนาการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม OpenOffice ของบุคลากรด้านภารกิจสนับสนุนงานส่งเสริมสุขภาพ (ฉบับแก้ไข 25 ตุลาคม 2559) info.php?info_id=2049 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2015-10-06 13:15:00 การใช้ภาพเคลื่อนไหวเสมือนจริงสองมิติในการให้ความรู้เรื่องนมแม่ในทารกที่เจ็บป่วย info.php?info_id=1970 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2015-08-06 15:00:00 บทความ Brainstroming ของจริงต้องอิงกระบวนการ info.php?info_id=1844 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2013-07-26 14:12:44 บทความ Brainstroming ของจริงต้องอิงกระบวนการ info.php?info_id=1843 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2013-07-26 14:12:43 บทความ Brainstroming ของจริงต้องอิงกระบวกการ info.php?info_id=1842 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2013-07-26 14:08:43 ทารกแรกเกิดติดเชื้อไวรัสเดงกี่จากมารดา: รายงานผู้ป่วย info.php?info_id=1830 ทารกแรกเกิดติดเชื้อไวรัสเดงกี่จากมารดา: รายงานผู้ป่วย โดย พญ. นงเยาว์ ประมุขกุล บทคัดย่อ มารดาหญิงไทย อายุ 32 ปี อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ 2 วัน ได้รับการผ่าท้องท าคลอด (Cesarean section) เนื่องจากเป็นทารกท่าก้น (breech presentation) หลังคลอด 8 ชั่วโมงเริ่มมีไข้สูง อาการไข้สูงเป็นอยู่ 3 วัน ร่วมกับมีภาวะเกร็ดเลือดต่ าเล็กน้อย (mild thrombocytopenia) ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (antibiotics) 5 วัน จนอาการดีขึ้นและจ าหน่ายออกจากโรงพยาบาลพร้อมทารกที่มีอาการปกติดี การวินิจฉัยสุดท้าย (final diagnosis) เป็นการติดเชื้อหลังคลอด (puerperal infection) ทารกกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกครั้งด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด (late neonatal sepsis) ร่วมกับภาวะเกร็ดเลือดต่ ามาก (severe thrombocytopenia) เนื่องจากสงสัยว่าอาจมีการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus infection) ในมารดา และถ่ายทอดสู่ทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ (vertical transmission) เลือดจากมารดาและทารกจึงได้รับการส่งตรวจ Dengue serology ผลการตรวจพบทั้ง Immunoglobulin G (IgG) และ IgM antibody ในเลือดของมารดา และพบ IgM antibody จากการตรวจเลือดครั้งที่ 2 ในทารก หลังจากที่ตรวจไม่พบในครั้งแรก การวินิจฉัยในทารกเป็น ไข้เดงกี่ (Dengue fever) ซึ่งเป็นการติดเชื้อแบบปฐมภูมิ (primary dengue infection) และถ่ายทอดจากมารดาที่มีการติดเชื้อไวรัสเดงกี่แบบปฐมภูมิ ตั้งแต่ช่วงใกล้คลอด ทารกได้รับการรักษา และจ าหน่ายออกจากโรงพยาบาลหลังจากอาการดีขึ้น ในพื้นที่ที่มีโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี่ เป็นโรคประจ าถิ่น (endemic area) สูติแพทย์ และกุมารแพทย์ ควรต้องมีการคิดถึงโรคนี้ร่วมด้วยในการดูแลผู้ป่วยเพื่อจะได้ให้การวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ และได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ในส่วนของการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจ Dengue serology (rapid immunochromatographic test) นั้นเป็นประโยชน์ แต่ปัจจุบันยังจัดอยู่ในกลุ่ม probable หากเป็นไปได้ ควรส่งตรวจด้วยวิธีมาตรฐานอื่นเพิ่มเติม เพื่อเป็นการยืนยันการวินิจฉัยอีกครั้ง (confirmed)บทน า ไวรัสเดงกี่จัดเป็นไวรัสซึ่งอยู่ใน family Flaviviridae มี 4 serotypes ได้แก่ DENV1, DENV2, DENV3 และ DENV4 การติดเชื้อไวรัสเดงกี่เกิดจากการติดเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งจากจ านวน 4 serotypes ดังกล่าวหลังจากถูกกัดโดยยุงลายชนิด Aedes aegypti ที่เป็นพาหะน าโรค1 การติดเชื้อสามารถท าให้เกิดความเจ็บป่วยที่มีอาการคล้ายคลึงกับอาการที่เกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Flu-like illness) ซึ่งในบางครั้งท าให้เกิดอาการของโรคที่มีความรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้เรียกว่า severe dengue (ก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อ Dengue hemorrhagic fever หรือ ไข้เลือดออก) ในช่วงระยะ 20 -30 ปี ที่ผ่านมาพบว่า อุบัติการณ์ของการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (incidence) จากทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการประมาณว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกในปัจจุบันก าลังอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ2 การติดเชื้อไวรัสเดงกี่พบมากและจัดเป็นโรคประจ าถิ่น (hyperendemic) ของประเทศในแถบภูมิอากาศแบบร้อนชื้น (tropical country) โดยเฉพาะประเทศไทย3 เดิมโรคติดเชื้อนี้จัดเป็นโรคที่พบเฉพาะในเด็ก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลังจากมีการกลับมาระบาดของโรคเพิ่มขึ้นอีกครั้ง พบว่าสามารถพบการติดเชื้อนี้ในวัยผู้ใหญ่ได้มากขึ้น อีกทั้งเริ่มมีรายงานการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์ร่วมกับทารกแรกเกิดซึ่งติดเชื้อจากมารดาตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ (vertical transmission)4 การรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ หรือไข้เลือดออกนั้นยังไม่มีวิธีการรักษาเป็นการเฉพาะ (specific treatment) แต่การวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และให้การดูแลรักษาตามอาการอย่างเหมาะสม จะท าให้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ต่ ากว่า 1%2 ในประเทศไทยนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2537 เป็นต้นมา มีการรายงานผู้ป่วยทารกแรกเกิดติดเชื้อไวรัสเดงกี่จากมารดา (vertical dengue infection) มาแล้วทั้งสิ้น 13 ราย5 ในรายงานฉบับนี้เป็นการรายงานทารกแรกเกิดติดเชื้อไวรัสเดงกี่ ที่ในช่วงแรกไม่ได้ตรวจว่ามีการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ในมารดา และการใช้ Dengue serology (rapid immunochromatographic test) ช่วยในการวินิจฉัย วัตถุประสงค์ เพื่อรายงานผู้ป่วยทารกแรกเกิดติดเชื้อไวรัสเดงกี่จากมารดา เป็นกรณีตัวอย่างของคนไข้ที่พบได้ น้อย (rare) วิธีการด าเนินงาน/วิธีการศึกษา/ขอบเขตงาน 1 ศึกษาประวัติ การวินิจฉัย การรักษา ของมารดาและทารก จากแฟ้มเวชระเบียน (medical record chart) ของผู้ป่วย2 ศึกษา ค้นคว้า หาความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับกรณีของผู้ป่วย จากต าราเอกสารทางวิชาการ บทความ งานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3 วิเคราะห์ และวิจารณ์ ทั้งในแง่ของการวินิจฉัย การรักษา รวมทั้งเปรียบเทียบกรณีผู้ป่วยกับ รายงานผู้ป่วยที่มีมา ก่อนหน้านี้ 4 ศึกษาถึงขั้นตอนวิธีการเขียนบทความทางวิชาการ ในเรื่องรูปแบบของการรายงานผู้ป่วย (case report) 5 เขียนรายงาน น าเสนอผลงานต่อคณะกรรมการพัฒนาวิชาการ ศูนย์อนามัยที่ 6 ขอนแก่น 6 ปรับปรุงแก้ไขจัดท ารูปเล่ม และเผยแพร่ผลงาน ผลการด าเนินงาน/ผลการศึกษา ทารกแรกเกิดติดเชื้อไวรัสเดงกีจากมารดา 1 ข้อมูลทั่วไป ผู้ป่วยทารกเพศหญิง รับไว้ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 จ าหน่ายออกจากโรงพยาบาล วันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 มารดาหญิงไทย อายุ 32 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาพุทธ การศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น อาชีพ ค้าขาย 2 อาการส าคัญ ทารกอายุ 12 วัน มาตรวจติดตามเรื่องตัวเหลือง และน้ าหนักตามนัด แพทย์ตรวจพบว่าอัตราการเต้นของหัวใจเร็วกว่าปกติ จึงให้นอนสังเกตอาการในโรงพยาบาล 3 ประวัติการตั้งครรภ์ของมารดา ตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 (G2 P1 A0 L1) ฝากครรภ์ที่ศูนย์อนามัยที่ 6 จ านวน 4 ครั้ง เริ่มฝากครรภ์ครั้งแรกอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ วันแรกของการมีประจ าเดือนครั้งสุดท้าย (LMP) วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 วันก าหนดคลอด (EDC) 4 ธันวาคม 2555 น้ าหนักก่อนตั้งครรภ์ 47 กิโลกรัม น้ าหนักก่อนคลอด 59 กิโลกรัม ส่วนสูง 158 เซนติเมตร ผลการตรวจเลือด VDRL negative, HBS antigen negative, HIV negative เลือด group O, Rh positive, MCV 98.4 FL, DCIP negative, Hct และ platelet count ตรวจเมื่ออายุครรภ์ 10 และ 32 สัปดาห์ ได้ 36.7%, 41.5% และ 253,000/mm3, 219,000/mm3 ตามล าดับ มารดามีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจ าตัว ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในขณะฝากครรภ์ ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งแรก อายุ 22 ปี เป็นทารกครบก าหนด คลอดปกติทางช่องคลอด อาการระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอดปกติ ปัจจุบันเด็กอายุ 9 ปี สุขภาพแข็งแรงดี4 ประวัติการคลอดและหลังคลอด เริ่มเจ็บครรภ์ และมีมูกเลือด ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 ไม่มีน้ าเดินก่อนคลอด อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ 2 วัน ตรวจสัญญาณชีพแรกรับ vital sign: body temperature (BT) 36.8 บC, pulse rate (PR) 84/minutes (min), respiratory rate, (RR) 20/min, blood pressure (BP) 116/83 mmHg ตรวจร่างกายทั่วไปปกติ ตรวจภายใน (PV): cervix 3 cm dilated, 100% effaced, Station ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2013-04-25 09:36:00 ประสิทธิภาพของเสื้อถ่ายภาพรังสีสำหรับคุณหนู info.php?info_id=1829 1 เรื่อง ประสิทธิภาพของเสื้อถ่ายภาพรังสีส าหรับคุณหนู โดย นางฐิตินันท์ จันเส บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพรังสี ระหว่างการใช้เสื้อถ่ายภาพรังสีส าหรับคุณหนูกับ การใช้ถุงทรายช่วยจับยึดแบบเดิม และเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อการใช้เสื้อถ่ายภาพรังสีและการใช้ถุงทรายช่วยจับยึด กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กแรกเกิดที่ได้รับการถ่ายภาพรังสี ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ ๖ ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๓ ถึงเดือน มิถุนายน ๒๕๕๓ ซึ่งเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบง่ายเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยระบบ ๑ : ๑ กลุ่มละ ๘๐ ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาแบ่งเป็น ๒ ชุด คือ เครื่องมือในการด าเนินการศึกษาได้แก่ เสื้อถ่ายภาพรังสีส าหรับคุณหนู และเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินประสิทธิภาพของเสื้อถ่ายภาพรังสีส าหรับคุณหนู วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป ผลการศึกษาพบว่า เวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการถ่ายภาพรังสีของกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม มีค่า ๕.๒๑ และ๙.๒๗ นาที ตามล าดับ (SD = ๑.๐๑ และ ๑.๔๐ ตามล าดับ) และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของเวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพรังสีของทั้ง ๒ กลุ่ม พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ (P-value <๐.๐๐๑) โดยสามารถลดเวลาการถ่ายภาพรังสีได้ ๔.๐๖ นาที ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้เสื้อถ่ายภาพรังสีส าหรับคุณหนูของพยาบาลผู้ดูแลเด็กประจ าหอผู้ป่วยเด็กทารกแรกเกิดระยะวิกฤตจ านวน ๑๒ คน พบว่าพยาบาลมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ในเรื่องช่วยลดโอกาสเกิดรอยกดทับบนแขนขาเด็ก คิดเป็นร้อยละ ๗๕ รองลงมาคือ ช่วยลดความเสี่ยงจากการได้รับรังสีของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ต้องช่วยจับเด็กมีความเหมาะสมส าหรับเด็กทารกเพราะน้ าหนักเบาและรู้สึกมั่นใจ ในความปลอดภัยของเด็กทารกขณะเอกซเรย์ร้อยละ ๖๖.๗ ๕๘.๓ และ ๓๓.๓ ตามล าดับ นอกจากนี้ เจ้าพนักงานรังสีการแพทย์ผู้ปฏิบัติงานถ่ายภาพรังสี ได้แสดงความคิดเห็นว่า มีความพึงพอใจมากที่สุดในเรื่อง มีความสะดวกและง่ายต่อการใช้งานรองลงมา คือช่วยลดเวลาในการถ่ายภาพรังสี ลดเวลาในการเตรียมอุปกรณ์ในการเอกซเรย์ และที่ส าคัญท าให้ได้ภาพรังสีที่มีคุณภาพ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมบนฟิล์ม เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานคนเดียวได้ โดยไม่ต้องให้ญาติหรือเจ้าหน้าที่ช่วยจับเด็ก นอกจากนี้ยังช่วยให้การจัดท่าเอกซเรย์ท าได้ง่ายขึ้นท าให้เด็กอยู่นิ่งได้ ช่วยลดโอกาสฟิล์มเสียและรูปแบบของเสื้อถ่ายภาพรังสีส าหรับคุณหนูมีความเหมาะสมต่อการใช้งานมากกว่าการใช้ถุงทรายช่วยจับยึดแบบเดิม2 ที่มาและความส าคัญของปัญหา ปัจจุบันมีการน าภาพถ่ายทางรังสีมาใช้ประโยชน์ในการวินิจฉัยและรักษาโรคอย่างกว้างขวาง ซึ่งรังสีที่ใช้ส าหรับถ่ายภาพรังสีทั่วไป (General radiography) คือรังสีเอกซ์ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง มีพลังงานสูงสามารถทะลุผ่านวัตถุต่างๆได้จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง และค านึงถึงความปลอดภัยจากการได้รับรังสีของผู้ป่วยและผู้ที่ช่วยจับผู้ป่วย รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วย ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานในการถ่ายภาพรังสีต้องใช้รังสีในปริมาณที่พอเหมาะโดยอาศัยองค์ความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในการท างานเพื่อให้ใช้ประโยชน์จากรังสีได้สูงสุด ซึ่งหากเทคนิคการถ่ายภาพรังสีไม่ดีจะท าให้ได้ภาพที่มีคุณภาพไม่ดี และจ าเป็นต้องถ่ายภาพรังสีซ้ า(Repeat examination) จะเป็นการเพิ่มปริมาณรังสีให้ผู้ป่วยถึง ๒ เท่า เนื่องจากรังสีเอกซ์เป็นรังสีชนิดที่ก่อให้เกิดการแตกตัวเป็นอิออน(Ionizing radiation)ที่ใช้ในทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรค จากการประเมินพบว่าร้อยละ ๗๕ ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2013-04-25 09:27:05 R2R is Learning in the 21st Century (ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช) info.php?info_id=1749 1 R2R is Learning in the 21st Century (ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช) by Anuwat Supachutikul on Thursday, July 12, 2012 at 10:12am ท R2R is Learning in the 21st Century (ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช) (ค าบรรยายในการประชุม R2R 12 กรกฎาคม 2555) ยินดีที่ได้เห็นการรวมตัวกันในหน่วยงานและข้ามหน่วยงานเป็นเครือข่าย การประชุมสามวันนี้เป็นการประชุมเพื่อให้แต่ละเครือข่ายได้มาเสนอผลงาน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันข้ามเครือข่าย ทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีคุณค่าอย่างไร น่าจะไปทำอย่างไรเพื่อให้หน่วยงานและประเทศไทยได้รับประโยชน์มากขึ้น คณะกรรมการให้ผมมาตีความ R2R ในฐานะเครื่องมือเรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง ในลักษณะที่แตกต่างไปจากรูปแบบเดิมๆ ที่จะนำเสนอนี้นำมาจากข้อสังเกตในที่ต่างๆ การสังเกตกิจกรรม R2R แล้วนำมาตีความต่อ โดยมีเคล็ดลับว่าไม่ต้องกังวลว่าจะถูกหรือผิด ก็ไม่รับรองว่าจะถูกหรือผิดเพราะเราพยายามใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำงานชิ้นนี้ เหมือนกับที่ท่านทำ R2R เรากล้าที่จะลงมือทำเพราะไม่ยึดความถูกหรือผิดเป็นสำคัญ เรายึดเรื่องที่จะพัฒนางาน เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองเป็นสำคัญ . การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องเลยไปจากการเรียนรู้ในตัวเนื้อความรู้ คือรู้เพื่อรู้จะไม่พอ ต้องรู้เพื่อทำ การทำได้คือการมีทักษะ การเรียนรู้ในยุคใหม่เป็นการเรียนรู้เพื่อมีทักษะชุดหนึ่ง เรียกว่าทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นทักษะที่คนทุกคน ทุกอายุจะต้องมี ต้องเตรียมฝึก ไม่ใช่การเรียนแบบการอ่าน ฟัง ต้องเรียนด้วยการลงมือทำ (learning by doing) เช่นเดียวกับ R2R เป็นการเรียนรู้โดยการลงมือท า การเรียนรู้อย่างนี้เราอาจจะเรียนรู้จากที่อื่นที่เขาท าได้ดี อาจจะดูจากโปสเตอร์ แต่ถึงจุดที่จะลงมือท า เราต้องสร้างความรู้เองขึ้นมา จะมากน้อยไม่สำคัญ อาจจะ 0.1% ก็ได้ อย่างน้อยมีการปรับตัวความรู้ที่คนอื่นใช้ให้เข้ากับสภาพปัจจุบันของเรา การเรียนรู้โดยการสร้างความรู้ขึ้นใช้เอง (constructivism) นั้นเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการเรียนรู้สมัยใหม่ เกิดขึ้นที่ MIT มีการนำมาใช้ในประเทศไทยเมื่อสิบกว่าปีมานี้ เป็นการรู้ลึก รู้จริง รู้เชื่อมโยง แล้วเอามาใช้ได้ คนที่รู้แบบนกแก้วนกขุนทอง ไม่ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ทรงคุณค่า การเรียนรู้แบบที่เรามักจะคุ้นเคยมักจะได้มาจากการสอนหรือการฝึกโดยคนอื่น (training or teaching) ซึ่งเป็นคนละตัวกับ learning การสอนนั้นคนอื่นมาบอกเรา การเรียนรู้นั้นเกิดขึ้นในตัวเราเอง เมื่อไรก็ตามมีการฝึกแบบ learning จะเป็นการฝึกโดยการลงมือท าด้วยตัวเราเอง การเรียนรู้ยุคใหม่เกิดขึ้นในตัวเราเอง ยึดหลัก ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2012-07-16 11:20:29 การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียที่มีผลต่อโครงการ โดย วิมล โรมาและศรีวิภา เลี้ยงพันธุ์สกุล info.php?info_id=1737 1 Stakeholder Management เรื่อง การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียที่มีผลต่อโครงการ ( Analysis ) รวบรวมและเรียบเรียงโดย วิมล โรมาและศรีวิภา เลี้ยงพันธุ์สกุล การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นเทคนิคที่ใช้ในการระบุคนส าคัญที่จะต้องมีการวางแผนร่วมกัน การมีส่วนได้ส่วนเสียในการสร้างการสนับสนุนที่ช่วยให้งานประสบความส าเร็จ ประโยชน์ของการวิเคราะห์ 1. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีประสิทธิภาพเป็นคลังปัญญาของโครงการ เราสามารถใช้ความคิดเห็น ประสบการณ์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อออกแบบโครงการของเราในระยะแรก ซึ่งจะไม่เพียงท าให้มีแนวโน้มว่า พวกเขาจะสนับสนุนโครงการของเราแล้วพวกเขายังช่วยพัฒนาคุณภาพของโครงการ ผู้มีส่วนได้เสียที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้เราเข้าถึงแหล่งข้อมูลอื่นๆ อันจะท าให้มีแนวโน้มว่า โครงการของคุณจะประสบความส าเร็จ 2. การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียแต่เนิ่นๆและบ่อยครั้ง จะท าให้เราสามารถมั่นใจได้ว่าพวกเขาเข้าใจสิ่งที่เราก าลังท าและเข้าใจถึงประโยชน์ของโครงการ หมายความว่าพวกเขาจะสามารถสนับสนุนอย่างแข็งขันให้เราเมื่อจ าเป็น 3. เราสามารถประเมินและคาดหวังผลลัพธ์ได้ โดยดูจากผลของการวิเคราะห ์ เครื่องมือที่นิยมใช้ในการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย เช่น แผนที่ความคิด ตารางผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ force-field analysis การใช้เครื่องมือแผนที่ความคิดและตารางผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ขั้นตอนแรก ในการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือ การระบุผู้มีส่วนได้เสียของโครงการ ขั้นตอนที่สอง คือ ท าความเข้าใจพันธกิจ ขอบเขตการท างาน อิทธิพลและผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้รู้ว่าใครที่คุณควรจะมุ่งเน้นและให้ความส าคัญ ขั้นตอนที่สาม คือ การสร้างสัมพันธ์ สื่อสาร ท าความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้เสียที่ส าคัญที่สุด เพื่อประเมินคูว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะตอบสนองและเพื่อให้เราสามารถท างานได้ราบลื่น วิธีที่จะได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2012-05-21 08:45:34 เอกสารประกอบการประชุมนักยุทธศาสตร์ กรมอนามัย โดย ดร.มุกดา สำนวนกลาง info.php?info_id=1736 1 เอกสารประกอบการประชุมนักยุทธศาสตร์ กรมอนามัย วันที่ ๒๑-๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ณ จังหวัดเชียงใหม่ แผนที่ผลลัพธ์ (Outcome mapping) โดย ดร.มุกดา ส านวนกลาง ---------------------------------------- 1. เรื่องย่อแผนที่ผลลัพท์ แผนที่ผลลัพธ์ (Outcome mapping)คืออะไร Sarah Earl, Fred Carden และ Terry Smutylo: เขียน International Development and Research Center พิกุล สิทธิประเสริฐกุล : แปล -------------------------------------------------------------------------------- Outcome Mapping (แผนที่ผลลัพธ์) เป็นเครื่องมือเพื่อบริหารจัดโครงการ / แผนงาน ที่สถาบันเพื่อการจัดการและพัฒนาระหว่างประเทศ ( IDRC : International Development and Research Centre) แห่งประเทศแคนาดาพัฒนาขึ้น ที่มาเสริมวิธีการประเมินผลรูปแบบเดิม ผลลัพธ์(outcome) ที่แผนที่ผลลัพธ์คาดหวังคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรม (Behavior change) ความสัมพันธ์ กิจกรรม หรือการกระท าของคน กลุ่มคน หรือ องค์กร ซึ่งแผนงานท างานด้วย เพราะเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรมจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่แม้เมื่อแผนงานนั้นๆ สิ้นสุดลง ผลของแผนงานนั้นจะยังคงอยู่ต่อไป การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อาจเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากกิจกรรมของแผนงานหรือไม่ก็ได้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ มีเป้าหมายอยู่ที่การมีส่วนท าให้ความเป็นอยู่ของคนและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น OM เริ่มจากการเป็นการสร้างเป้าหมายร่วมกันในภาพรวม ซึ่งจะน ามาสู่แผนและยุทธศาสตร์ที่จะใช้ ในการท างานของแผนงาน โดยก าหนดเป็นวิสัยทัศน์ที่แผนงานอยากจะเห็น วางขอบเขตพันธกิจในพื้นที่ หรือในความสามารถในศักยภาพที่แผนงานท าได้ เหมาะส าหรับการพัฒนาที่ต้องการความส าเร็จที่ยั่งยืน ค านึงความซับซ้อน (complexity) ในชุมชน ให้ความส าคัญกับบทบาทของภาคีหุ้นส่วน (boundary partners) ชักน าให้เห็นคุณค่าและเป้าหมายร่วมกัน มีการก าหนดความคาดหวัง(outcome challenge)และเกณฑ์ชี้ความก้าวหน้า(progress maker)ของแต่ละภาคี มีการสร้างแผนที่ยุทธศาสตร์เพื่อที่จะสามารถใช้ติดตามงานและอุปสรรค (Strategy maps) การด าเนินการระดับองค์กร (Organizational practices) การติดตามผลลัพธ์และการด าเนินงานของแผนงานและผู้เกี่ยวข้อง เน้นการประเมินตนเองเป็นหลัก และการจัดท าแผนการประเมินผลโดยดูจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของภาคีหุ้นส่วน ที่ต้องการเห็นว่าผู้รับผิดชอบเรื่องการกรองน้ าในชุมชนจะไม่ท าเพียงให้ชุมชนมีน้ าสะอาดใช้เท่านั้น หากแต่ต้องใช้เครื่องมือ ความช านาญ และความรู้ที่เหมาะสมในการตรวจติดตามระดับของสารปนเปื้อนในน้ า การเปลี่ยนเครื่องกรอง หรือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ทั้งนี้ อยู่บนฐานคิดอยู่ที่ว่า น้ าจะไม่สามารถสะอาดอยู่ได้ตลอดไป หากปราศจากคนที่ท าการรักษาคุณภาพความสะอาดนั้นไว้ และขอจอมยุทธฯทุกท่านอ่านเรื่องOM เพิ่มเติม ได้จากแหล่งต่อไปนี้ http://www.thaihealth.or.th/node/2049 . Download Outcome Mapping Text book ท Download OM in Thai2 ท Download Evaluation for the way we work . Download OM_Evaluation ตัวอย่างการน า Outcome Mapping ไปปรับใช้ของแผนงานแรงงานนอกระบบ Outcome Mapping VDO (แผนที่ผลลัพธ์) ที่มา : สถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาระหว่างประเทศ หรือ IDRC ข้อมูลจาก : ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส 2.ก่อนอ่านหรือได้อ่านแล้วก็ตาม 2.1ช่วยเล่าถึงความประทับใจในการเข้าร่วมวงนักยุทธฯ เรียนรู้อะไรบ้างจากการได้อ่านเรื่องราวของ Outcome mapping และปิ้งแว้บอะไรบ้างไหมว่าOMจะช่วยเอื้อให้ท างานเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างไร ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษA4 โดยเราจะมีช่วงเวลาคิดร่วมกันประมาณ ชั่วโมงของวันที่สองของการประชุม 2.2 Outcome Mapping อาจจะมีข้อจ ากัดบ้าง ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2012-05-21 08:45:32 สรุปการปรับปรุงกระบวนการพัฒนางานส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม info.php?info_id=1696 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2012-03-23 14:45:21 To Be Health Model info.php?info_id=1657 1 To Be Health Model, Make it easier by yourself By Mrs.Thisophin Thongthai Key success factor 1 : Make your Goal (ตั้งเป้าหมาย ; เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน ท าได้ และตรงใจของเรามากที่สุด) เช่น - ฉันต้องการลดน้ าหนักให้ได้อย่างน้อย 3 กิโลกรัม - ฉันต้องใส่เสื้อผ้าแล้วดูดี มีคนชม ฉันจะต้องสวย - ฉันจะต้องลดขนาดของเสื้อผ้าที่ฉันใส่อยู่ให้ได้อย่างน้อย 2 sizes - ฉันจะมีสุขภาพที่ดี คล่องแคล่วว่องไว ไม่อืดอาด Key success factor 2 : Do it now !!!! (ท าทันทีวันนี้ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง) 2.1 การรับประทานอาหาร ดูแลการรับประทานอาหารในแต่ละวันของคุณให้พอเหมาะ สิ่งที่ฉันท าแล้วประสบความส าเร็จ คือ ฉันค านวณพลังงานที่ต้องได้รับในแต่ละวันโดยเทียบกับความต้องการของคนปกติ ซึ่งปกติแล้วส าหรับผู้หญิงที่ท างานเบาๆไม่ได้ออกแรงมากนัก ต้องการพลังงานประมาณ 1600-1800 กิโลแคลอรี่/วัน ก็พอ ดังนั้นหากคุณต้องการจะลดน้ าหนัก คุณควรได้พลังงานไม่เกิน 1500 กิโลแคลอรี่/วัน โดยแบ่งมื้ออาหารที่คุณรับประทานเป็น 3 มื้อหลัก และ 2 มื้อเบรก เพื่อจะช่วยให้คุณรักษาระดับน้ าตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับปกติ เพราะถ้าคุณปล่อยให้ท้องว่างนานๆ คุณจะหิวมากและในมื้ออาหารหลักคุณจะกินมากแบบยั้งไม่อยู่ (ตบะแตก) และไม่สามารถควบคุมปริมาณอาหารได้ รายการอาหารแต่ละมื้อที่แนะน า มีดังนี้ มื้อเช้า (250-300 K.Cal) เบรกเช้า (. 200 K.Cal) มื้อกลางวัน (350-400 K.Cal) เบรกบ่าย (. 200 K.Cal) มื้อเย็น (350-400 K.Cal) อาหารที่มีใยอาหารและโปรตีนสูงย่อยง่าย (รับประทานแค่พออิ่ม) + น้ าเปล่า 1 แก้ว ผลไม้ 1-2 ส่วน (1 ส่วน = 4-5 ชิ้นค า)หรือถั่วหรือธัญพืชเมล็ดแห้ง 1 ก ามือ (เป็นใยอาหารที่ละลายน้ าได้และดีต่อสุขภาพ) + น้ าเปล่า 1 แก้ว อาหารมื้อหลักที่คุณชอบรับประทาน เช่น ข้าวราดกับต่างๆ/ ก๋วยเตี๋ยว รับประทานได้ปกติ 1 จาน/ 1 ถ้วย + น้ า ฝ แก้ว ผลไม้ 1-2 ส่วน (1 ส่วน = 4-5 ชิ้นค า)หรือถั่วหรือธัญพืชเมล็ดแห้ง 1 ก ามือ (เป็นใยอาหารที่ละลายน้ าได้และดีต่อสุขภาพ) + น้ าเปล่า 1 แก้ว อาหารมื้อหลักที่คุณชอบรับประทาน แต่ลดปริมาณข้าวและแป้งลงมาครึ่งหนึ่ง เพิ่มผักเข้าไปแทน + น้ า ฝ แก้ว (และกินกินก่อนนอน 4 ชั่วโมง)2 ตัวอย่างอาหารเช้า Set 1 : ขนมปังโฮลวีท 1-2 แผ่น+กาแฟ/โอวัลติน/นมพร่องมันเนย/ น้ าเต้าหู้ (กาแฟ 1 ชช.+ น้ าตาลทรายแดง 1 ชช.ไม่พูน +ครีม 2 ชช.) Set 2 : ข้าวต้ม/ โจ๊ก ใส่ไข่ 1 ฟอง Set 3 : Serial 1 ถ้วย + นมพร่องมันเนย 1 กล่อง Set 4 : ABF ; ไส้กรอกหรือแฮม 1-2 ชิ้น + ขนมปัง 1 แผ่น + ไข่ 1 ฟอง หลักในการรับประทานอาหารกลางวัน และอาหารเย็น สัดส่วนของอาหารใน 1 จาน/ถ้วย (ขนาดทั่วไป) Lunch Dinner อาหารที่คุณรับประทาน ควรปรุงโดยวิธีการต้ม นึ่ง ย่าง หรืออบ จะดีที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงการผัดหรือทอด เพราะคุณจะได้รับพลังงานมากเกินการควบคุมถึง 150-200 แคลอรี่/ครั้ง เลยที่เดียว Carbohydrate ที่ดีที่สุดควรเป็นเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท น้ าตาลทรายแดง (พยายามหลีกเลี่ยงน้ าตาลทรายขาว) Protien ที่ดีที่สุด คือ ปลา ได้ทั้งปลาน้ าจืดและปลาทะเล แต่ถ้าคุณจะรับประทานหมู เนื้อ หรือไก่ ให้เลือกรับประทานเนื้อสันใน หรืออกไก่ จะดีเพราะมีไขมันน้อย อาหารว่างที่ควรรับประทาน ควรเป็นผลไม้หรือธัญพืชรสธรรมชาติ ไม่หวานจัด ไม่ปรุงแต่งรส เช่น Apple, Rose-apple, Guawa, Papaya, Kantaloop, Banana หากเป็นผลไม้กินได้ครั้งละ 4-5 ชิ้นค า ถ้าเป็นแอ๊ปเปิล กินได้ 1 ลูก (ให้พลังงาน 50 กิโลแคลอรี) แอ๊ปเปิลเป็นผลไม้ที่เหมาะกับการลดน้ าหนักเพราะมีใยอาหาร และวิตามินสูง ให้พลังงานต่ า Vegetable Protien Carbohydrate Protien Vegetable Carbohydrate3 อาหารว่างอีกชนิดที่ดีต่อสุขภาพ คือ โยเกริต์ หรือนมเปรี้ยวสูตรน้ าตาลน้อย เพราะช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร ขับสารพิษในระบบล าไส้ได้ดี ควรเลือกรสชาติที่ให้พลังงานไม่เกิน 200 แคลอรี่/ถ้วย 2.2 เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน คุณจะไม่สามารถลดน้ าหนักได้เลย หากคุณลดแต่ปริมาณอาหารแล้ว แต่คุณไม่ใช้พลังงาน หรือเอาพลังงานซึ่งเป็นไขมันที่คุณสะสมอยู่ในร่างกายออกมาใช้ให้มากขึ้น วิธีที่ดีที่สุด คือ การออกก าลังกาย การเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในร่างกายให้มากขึ้น ดังนี้ 1) Exercise : เลือกการออกก าลังกายแบบใช้ออกซิเจน เพราะออกซิเจนเป็นตัวเพิ่มอัตราในการเผาผลาญพลังงาน การออกก าลังกายที่แนะน าและบาดเจ็บน้อยได้แก่ การเดินเร็ว โยคะ ว่ายน้ า เลือกประเภทที่คุณท าได้เป็นประจ าไม่รู้สึกเบื่อ โดยควรออกก าลังกายแบบช้าสลับเร็ว ใช้ระยะเวลานานอย่างน้อย 30 นาที/ครั้ง ให้ระดับการเต้นของหัวใจมากกว่า 130 ครั้ง/นาที และมีเหงื่อซึม (คุณจะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 250-300 แคลอรี) ตัวอย่าง เช่น การเดินบนลู่ไฟฟ้า ปฏิบัติดังนี้ - Warm Up โดยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ 5 นาที - เดินช้าๆ บนทางราบ ความเร็ว 4-5 นาน 5 นาที - เดินเร็ว บนความชัน (ตามระดับที่ถนัด) ความเร็ว 6-6.5 นาน 10 นาที - เดินเร็วปานกลาง บนความชัน (ตามระดับที่ถนัด) ความเร็ว 6 นาน 2 นาที - วิ่งเหยาะๆ บนความชัน ความเร็ว 7-7.5 นาน 5 นาที - เดินเร็วปานกลาง บนความชัน (ตามระดับที่ถนัด) ความเร็ว 6 นาน 2 นาที - เดินเร็ว บนความชัน (ตามระดับที่ถนัด) ความเร็ว 6-6.5 นาน 5 นาที - เดินช้าๆ บนทางราบ ความเร็ว 4-5 และค่อยๆลดความเร็วลงจนสู่ระดับ 0.8 - Cool Down โดยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ 5 นาที - ดื่มน้ าเพื่อชดเชยน้ าที่สูญเสียไปกับเหงื่อ 1-2 แก้ว 2) Drinking Water : ควรดื่มน้ าให้ได้วันละ 6-8 แก้วๆละ 200-250 ml. เพราะในน้ ามีออกซิเจน ซึ่งเป็นตัวเร่งอัตราการเผาผลาญพลังงาน และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดสะดวก ช่วยในการย่อย แต่ในการดื่มน้ า ควรใช้วีธีการจิบไปเรื่อยๆตลอดวัน หลังมื้ออาหารหลักไม่ควรดื่มน้ ารวดเดียวเป็นแก้ว เพราะจะไปเจือจางน้ าย่อยในกระเพาะอาหารท าให้อาหารย่อยช้า เกิดลมและแก๊สในกระเพาะ ดูดซึมไปใช้งานได้ช้า ดังนั้นหลังอาหารมื้อหลักดื่มพอล้างปากแค่ ฝ แก้วก็พอ ช่วงระหว่างมื้อให้ดื่มต่อ และหลังออกก าลังกายควรดื่ม 1-2 แก้ว เพื่อชดเชยน้ าที่ออกไปกับเหงื่อ จะได้รู้สึกสดชื่น4 3) Breathing : การหายใจที่ถูกต้องเป็นตัวช่วยที่ส าคัญในการเผาผลาญพลังงาน การหายใจที่ถูกต้อง คือ การหายใจแบบโยคะ กล่าวคือ หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ คุณควรหายใจเข้าออกลึกๆ ประมาณ 3-5 ครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 3 ช่วงในแต่ละวัน แต่ตลอดทั้งวันให้หายใจแบบโยคะ จะช่วยน าออกซิเจนเข้าไปในปอดได้มาก และเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกได้มากเช่นกัน การหายใจที่ถูกต้องช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้จริง ลองดู!!! 4) Muscle : เมื่อคุณลดน้ าหนักไปได้ระยะหนึ่ง คุณจะสังเกตได้ว่าน้ าหนักจะหยุดอยู่กับที่ไม่ยอมขยับ แต่เราเองก็ยังอยากลดไขมัน และลดน้ าหนักลงอีก สิ่งที่จะช่วยให้คุณลดน้ าหนักได้อีกคือ คุณต้องพยายามเปลี่ยนไขมันที่แทรกซึมอยู่ในร่างกายของคุณ ให้เป็นมัดกล้าม โดยการออกแรงกับกล้ามเนื้อและอวัยวะนั้นๆ ด้วยการยกน้ าหนัก โดยน้ าหนักที่ยกไม่จ าเป็นต้องมาก ถ้าเป็นแขน ไม่เกิน 2 Kgs. เพราะเราต้องการแค่ให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ไม่ได้ต้องการมวลกล้ามโตๆเหมือนนักเพาะกาย แต่เราต้องท าอย่างสม่ าเสมอเป็นประจ าทุกวัน Key success factor 3 : Check or Evaluation คุณจะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คุณท าไปทั้งหมดในแต่ละวันนั้น ส่งผลในการลดน้ าหนักของคุณได้จริงหรือไม่ ถ้าคุณไม่ชั่งน้ าหนัก โดยน้ าหนักที่เป็นการประเมินที่ดีที่สุด คือ Nood weigth บนตาชั่งที่เป็นระบบดิจิตัล เพราะจะช่วยให้คุณเห็นค่าความแตกต่างของน้ าหนักเป็นกรัม โดยคุณต้องชั่งทุกวันในตอนเช้าก่อนเข้าห้องน้ า ถ้าคุณปฏิบัติตัวได้ดี คุณตั้งเป้าไว้เลยว่าจะลดน้ าหนักให้ได้วันละ 100 gm. หากวันไหนน้ าหนักของคุณมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แสดงว่าเมื่อวาน คุณรับประทานอาหารที่ให้พลังงานมากไป วันนี้คุณต้องลดปริมาณอาหารประเภทไขมัน และให้พลังงานสูงลง เพิ่มอาหารประเภทผักและผลไม้ทดแทน Tips - คุณสามารถกินอาหารอะไรก็ได้ที่คุณอยากกิน เพียงแต่คุณต้องรู้เท่าทันว่าอาหารนั้นให้พลังงานเท่าไหร่ มากไหม ถ้าให้พลังงานมาก คุณก็กินเพียงแค่พอหายอยาก กินเพื่อไม่ให้ตนเองรู้สึกเครียด หรือรู้สึกผิดกับการที่ต้องอดอาหารในระหว่างการลดน้ าหนัก เช่น - หากคุณอยากกินของหวาน พวกช็อคโกแลต ก็กินสัก 1-2 ชิ้นค า/ อยากกินเค้กก็กินสัก 1 ชิ้น (ขนาด 4 เหลี่ยมลูกเต๋า 2 นิ้ว X 2 นิ้ว X 2 นิ้ว) / อยากกินไอศกรีม ก็กินสัก 1 ก้อน (4-5 ค า)/ อยากกินขนมหวาน ก็กิน 1 ถ้วยเล็ก / อยากกินผลไม้รสหวาน เช่น ทุเรียน ก็กินสัก 1-2 เม็ด มะม่วงสุกก็กินสัก 3-4 ชิ้น มะขามหวานก็กินสัก 1-2 ฝัก - หากคุณอยากกินข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ก็เลือกสั่งแบบข้าวขาวเนื้อส่วนอก ไม่เอาหนัง เป็นต้น5 - จ าไว้ว่า ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2012-02-09 13:55:17 ทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร info.php?info_id=1619 1 ทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร (organizational intellectual assets) โดย นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนการจัดการความรู้ กรมอนามีย ทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร (organizational intellectual assets) เมื่อปี 2551 หลังจากเริ่มงานจัดการความรู้ที่กรมอนามัยไปได้ 1 ปี มีที่ปรึกษาชาว ต่างประเทศ ชื่อ Nigel มาขอคุยที่สำนักสนับสนุนการจัดการความรู้ ที่กรมอนามัย เพื่อขอข้อมูล และตัวอย่างการทำงาน จัดการความรู้ที่กรมอนามัย ด้วยได้ทราบจาก สำนักงานคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือนว่า ที่กรมอนามัยมีรูปแบบการทำงานเรื่องนี้ ที่น่าสนใจ นั่นเป็นครั้งแรกที่ ทีมงานสำนักสนับสนุนการจัดการความรู้ กรมอนามัย ได้ยิน แนวคิดเรื่อง organizational intellectual assets ที่คุณNigel เล่าให้ฟังว่า เขามีเครื่องมือ ประเมิน ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2011-12-19 11:55:15 เยี่ยมเสริมพลัง การจัดการความรู้ : กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ info.php?info_id=1615 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2011-11-30 09:25:14 สำนักที่ปรึกษา : ผนึกกำลัง รวมน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย info.php?info_id=1612 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2011-11-23 14:20:13 แนะนำขุมทรัพย์ความรู้กรมอนามัย info.php?info_id=1611 ขุมทรัพย์ความรู้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2011-11-22 12:25:09