กรมอนามัย เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก | FAQ | เว็บบอร์ด | อภิธานศัพท์ | Blogs  
ชมกลิ่น pasana
 
กรมอนามัย
 
 

Archives
 
· ธันวาคม 2554 (1)
· มกราคม 2555 (11)
 

Home /บทเรียนจากมหาอุทกภัย
บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยธนชีพ พีระธรณิศร์
1726 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 13:51

          เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป ติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ ตลอดเวลา ก่อนที่น้ำจะท่วมบ้านตัวเอง ก็มีสติดี คิดว่าต้องเตรียมและจัดการตัวเองและครอบครัวอย่างไรบ้าง แต่พอเมื่อต้องประสบปัญหาน้ำท่วมเข้าจริงๆ กับตรงกันข้าม ตั้งตัวไม่ทัน ทำอะไรไม่ถูก กว่าจะตั้งสติได้ต้องใช้เวลาพอสมควร
          ช่วงระหว่างที่น้ำท่วม ก็ได้ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยในบริเวณหมู่บ้าน ตามความรู้ที่มี ทั้งการ ให้คำแนะนำทางวิชาการ การช่วยเหลืออื่นๆ เพื่อการดูแลคุณภาพชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการประสานงานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงาน องค์กร และภาคีเครือข่ายต่างๆ และผลจากอุทกภัยในครั้งนี้ ทำให้เห็นคุณภาพชีวิตและสภาพชีวิตของคนที่ต้องประสบอุทกภัย และยังได้รู้ว่าในภาวะวิกฤติ สิ่งที่ผู้ประสบภัย ต้องการมากที่สุดในระยะแรกๆ คืออาหาร และน้ำ ส่วนอย่างอื่นก็จะมีความต้องการตามมาตามลำดับ เช่น เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ยานพาหนะ และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ
          บทเรียนที่ได้รับจากอุทกภัยครั้งนี้ คือ เมื่อต้องประสบภาวะวิกฤติ การช่วยเหลือตัวเองเพื่อความ อยู่รอดปลอดภัย เป็นสิ่งที่ดีที่สุด อย่างรอความช่วยเหลือจากบุคคลหรือหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่าเราต้องมีการเตรียมความพร้อมตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่ในความประมาท
          เมื่อต้องเป็นผู้ประสบภัย เราต้องศึกษาเส้นทางการเดินทางให้ดี ต้องเตรียมอาหาร น้ำ ของใช้ส่วนตัว ยารักษาโรค ของใช้จำเป็นอื่นๆ และจัดเตรียมกระเป่าที่พร้อมสำหรับเดินทาง กรณีที่ต้องอพยพย้ายที่อยู่ ให้พร้อมอยู่เสมอ
          สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบงานสุขาภิบาลอาหารและน้ำ จึงพิจารณาว่า ความสะอาดของบริเวณที่ปรุงอาหาร เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะส่งผลต่อคุณภาพอาหารที่จะผลิตออกมาแจกจ่ายไปยังพื้นที่และผู้ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพอาหาร ชนิด/ประเภทของอาหาร สุขลักษณะของสถานที่ปรุง ประกอบอาหาร และตัวผู้ปรุง ประกอบอาหาร จึงควรมีการจัด Flow ระบบการจัดการด้านอาหารและน้ำให้ชัดเจน และมีผู้ดูแลรับผิดชอบที่สามารถตัดสินใจดำเนินการได้ เพื่อการสั่งการ และอำนวยความสะดวก ในการปรุง ประกอบ และบรรจุอาหาร ที่ถูกสุขลักษณะ สะอาดปลอดภัย
          ในส่วนการบริหารจัดการด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำในภาวะอุทกภัย และภัยพิบัติต่างๆ จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อม ทั้งสิ่งสนับสนุน (4 M’s) กิจกรรม (Process) และโครงสร้างการบริหาร (Single Command) ให้จัดเจน กำหนดบทบาทหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ทั้งใน 3 ระยะของภัยพิบัติ คือ ระยะก่อนเกิดเหตุ ระยะเกิดเหตุ และระยะฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ เร่งพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี สำหรับใช้ในสภาวะฉุกเฉิน และการสื่อสารสาธารณะให้ประชาชนได้รับรู้และสามารถนำไปปฏิบัติในภาวะอุทกภัยและภัยพิบัติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          อยากให้พวกเราที่เป็นข้าราชการที่ประสบอุทกภัยได้เรียนรู้และถอดบทเรียน เพื่อกำหนดแผน การทำงานต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าความลำบากและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเรา แต่ก็ก็ควรจะมีสติแก้ไขและ มุ่งพัฒนา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะปัจจัยพื้นฐานด้านความปลอดภัยของอาหารและน้ำต่อไป ตามหน้าที่ของข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
         
Facebook

   1726 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 13:51


บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยนัยนา ใช้เทียมวงศ์
1686 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 13:49

          ในฐานะที่เป็นรับผิดชอบดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ และก็เกือบจะเป็นผู้ประสบภัย ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มเตรียมการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ดูอะไรๆ จะมั่วไปหมด หลังจากการประชุมเพื่อเตรียมการฯ ก็ได้รับคำสั่งจัดทีมคณะทำงานออกช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งในระยะแรกนี้ ขอคณะทำงานที่เป็นผู้ชาย สับสนมาก จัดทีมอยาก เนื่องจากเราไม่ใช่ผู้บริหารจะไปสั่งการใครได้ และบุคลากรของเราก็เหลือน้อยเต็มที (บ้านน้ำท่วมกันหมด) เหลือที่สามารถปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในลักษณะนี้ได้เพียงไม่กี่คน รถยนต์ของเราก็เป็นรถตู้ไม่พร้อมที่จะลุยน้ำ ไม่มีชูชีพ ไม่มีรองเท้าบูท จึงตัดสินใจจัดทีมคณะทำงานเท่าที่จะจัดการได้ และก็แจ้งกับทุกคนว่า ในการปฏิบัติงานในพื้นที่ให้พิจารณาระดับ ความเสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตของตนเองด้วย ถ้าเสี่ยงมากก็ไม่ต้องไป ให้กลับมาคิดหาวิธีการที่ดีกว่าก่อน สามารถจัดคณะทำงานไปร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ได้ รวม 8 ทีม
          ตัวเองก็เกือบเป็นผู้ประสบภัยเหมือนกัน เข้าใจความรู้สึกของคนที่บ้านน้ำท่วมว่าเป็นอย่างไร ในวันที่น้ำขึ้นสูงสุด ทำให้น้ำก็เอ่อล้นทางท่อระบายน้ำเข้ามาในบ้าน 1 วัน ซึ่งขณะนั้นตนเองต้องมาทำงาน มีเพียงน้องสาวที่หยุดงานและอยู่ดูแลบ้าน โชคดีที่มีคุณภาคภูมิ ไปช่วยกั้นกระสอบทรายในบ้านช่วงเย็นหลังเลิกงาน น้ำท่วมบ้านแค่เพียงวันเดียว เป็นแบบน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งไม่สร้างปัญหามากนัก ช่วงที่ติดตามข่าว น้ำท่วมบ้านนั้นมันสองจิตสองใจ พะว้าพะวัง งานก็ต้องทำ บ้านก็ห่วง ถ้าเราไม่เก็บของแล้วน้ำท่วมมาเสียหายเราก็ต้องมาตามแก้ไขอีก ถ้าเราเก็บของแล้วน้ำไม่ท่วมก็เสียเวลาอีก แต่ก็ทยอยเก็บเรื่อยๆ ตามที่เวลามี การเดินทางมาทำงานก็เริ่มลำบากมากขึ้น แต่ละวันใช้เส้นทางมาทำงานไม่เคยซ้ำ ต้องคอยสอบถามตลอดเวลาว่าวันนี้รถจะแล่นไปทางไหน สิ้นสุดระยะทางที่ไหน แล้วก็ต่อระไปเรื่อยๆ และปัญหาที่ทำให้หนักใจมากที่สุดคือการเกลี้ยกล่อมให้ผู้สูงอายุยอมอพยพย้ายที่อยู่ชั่วคราวไปที่อื่นที่ปลอดภัย เพราะทุกคนจะห่วงบ้าน ไม่อยากเปลี่ยนที่อยู่ แต่ก็สามารถเจรจาจนได้ผลเรียบร้อยไป
          ระยะต่อๆ มา ก็มาทำงานทุกวัน เพราะไม่มีคนมาทำงาน คอยช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามหน้าที่ ประสานงาน ก็มีหน้าที่หลายอย่างหลายกระบวนการ ได้แก่
          - การรับคำสั่งผู้บริหาร ให้ดำเนินการจัดหาสิ่งสนับสนุน การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่เกี่ยวข้อง กับสุขาภิบาลอาหารและน้ำ การวางแผนปฏิบัติงานในพื้นที่ประสบภัย การวางแผนปฏิบัติงาน ในศูนย์พักพิง การจัดหางบประมาณสำหรับคณะทำงาน การดูแลสวัสดิภาพคนทำงาน การบริหารคน และอื่นๆ
          - การหาช่องทาง แนวทางการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล/ความรู้ทางวิชาการ ด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ที่เหมาะสมกับสภาวการณ์
          - การประสานหน่วยงาน/ภาคีเครือข่าย ร่วมดำเนินงาน เช่น กรมควบคุมโรค สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และหน่วยงานอื่นๆ
          - การทำงานตามการร้องขอของหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
          การจัดการปัญหาในระยะนี้ ก็ดำเนินการและแก้ไขปัญหาไปตามสถานการณ์ในแต่ละครั้ง แต่ละวัน และแต่ละสถานที่ ซึ่งก็มีทั้งปัญหา อุปสรรค และคำแนะนำในการดำเนินการ ที่ได้พบ เช่น
          - ในพื้นที่ประสบภัย หรือพื้นที่ที่ไม่ใช้ศูนย์พักพิงฯ ได้กำหนดแผนไว้ว่าจะไม่ทำการเฝ้าระวังโดยการเก็บตัวอย่างอาหารและน้ำ เพราะส่วนมากอาหารและน้ำ จะได้รับมาจากการบริจาค และแจกจ่ายหมดในระยะเวลาไม่นาน แต่ผู้บริหารต้องการให้เก็บตัวอย่าง ก็ต้องทำตามนโยบาย
          - ในบางพื้นที่เป็นพื้นที่ที่ยังไม่พร้อมที่จะรับการตรวจเยี่ยมของผู้บริหาร/ผู้ใหญ่ แต่เป็น ความประสงค์ก็ต้องมีการไปเตรียมการล่วงหน้า ไปจัดระบบประสานงานและจัดเตรียมสถานที่แจกผ้ากันเปื้อน ถุงมือและอื่นๆ (บางครั้งบางสถานที่ก็เข้าใจเรา ได้รับความร่วมมือที่ดี และก็มี อีกหลายๆ ที่ที่ต้องประสาน/เจรจากว่าจะเข้าใจ)
          - ผู้บริหารสั่งการที่ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน (การสื่อสารต่างระดับ) ทำให้ทำงานได้ไม่ตรง/ไม่เหมาะสมกับความต้องการ และเรียกประชุมบ่อยมาก จนบางครั้งทำงานไม่ทัน
          - ในศูนย์พักพิงฯ มีปัญหามากมาย วุ่นวาย ไม่มีการ Screen คนและโรค ก่อนรับคนเข้าพักพิง ผู้อพยพไม่ช่วยกันทำงาน
          - อาหารที่ผู้ประสบภัยได้รับบริจาค บูด/เสีย ทานไม่ได้
          - การร้องขอการสนับสนุนจากหน่วยงาน นอกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นนโยบายของผู้บริหารที่ต้องให้การสนับสนุน ก็ต้องพิจารณาเลือกคนที่จะไปปฏิบัติงานในสถานที่นั้นๆ ที่มีความรู้ ความสามารถ มีวุฒิภาวะและการตัดสินใจที่ดี ประสานงานได้อย่างไม่มีปัญหา
          บทเรียนที่ได้รับจากการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
          1. ได้มีประสบการณ์ในการเตรียมความพร้อม สำหรับภาวะวิกฤติต่างๆ และทราบว่ามีอะไรบ้าง ที่ต้องเตรียม และเข้าใจวิธีการบริหารจัดการระบบมากขึ้น
          2. ในการประสานงานเพื่อปฏิบัติงาน ทำให้ได้รู้จักคนมากขึ้น ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน
          3. ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการดูแลสภาพจิตใจของคนทำงาน
          4. การสื่อสารต่างระดับ การสั่งการ และการบริหารจัดการ ต้องชัดเจน แม่นยำ สามารถปฏิบัติได้ และมีกระบวนการที่เป็นระบบ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการดำเนินการ
          5. การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การสื่อสารข้อมูลผ่านสื่อสาธารณะต่างๆ เป็นช่องทางสำคัญที่จะสามารถให้คำแนะนำและให้ความรู้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง เช่น สื่อ TV วิทยุ หนังสือพิมพ์ เอกสาร/สิ่งพิมพ์ และสื่อบุคคล
          6. ความพร้อมของยานพาหนะ วัสดุ/อุปกรณ์ และเครื่องมือในการปฏิบัติงาน เป็นองค์ประกอบ ที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่
          ขอบคุณสำหรับความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ความมีน้ำใจ และความเสียสละของทุกคน และหวังหว่าจะได้รับความร่วมมือที่ดีในการปฏิบัติงานอื่นๆ ต่อไป
 
Facebook

   1686 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 13:49


บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยชัยเลิศ กิ่งแก้วเจริญชัย
1222 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 13:46

          ติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ เหมือนกับคนอื่น ตลอดเวลา และก็ได้ร่วมอยู่ในทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัย มาตั้งแต่ระยะแรกๆ จนถึงปัจจุบัน โดยส่วนตัว ได้มีการเตรียมตัวป้องกันบ้านไม่ให้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย หลายรูปแบบ ตั้งแต่เริ่มคิดจะใช้กระสอบทราย การกั้นด้วยอิฐบล็อก การใช้แผงอลูมิเนียมหุ้มพลาสติก และอีกหลายวิธี แต่ด้วยเป็นบ้านชั้นเดียวจึงมีปัญหา ในเรื่องการเก็บของขึ้นที่สูง ก็ได้แต่เพียงยกของบางอย่างที่สามารถทำได้ขึ้นไปซ้อนบนโต๊ะ และเก้าอี้
          เมื่อถึงวันที่น้ำท่วมบ้านจริง น้ำจะเข้าจากพื้นบ้าน ก็ได้แต่ทำใจ ที่ผ่านมาได้ให้คำแนะนำ/ช่วยเหลือคนอื่นที่ประสบอุทกภัยมาตลอด ทั้งองค์ความรู้ทางวิชาการด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และสหวิชาการที่ได้จากสืบค้น ศึกษา และประสบการณ์ เมื่อต้องมาประสบกับตัวเองตอนแรกถึงขั้นคิดไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ข้าวของเสียหายหมด น้ำในบ้านไม่ได้ท่วมสูงมากนัก (แค่ครึ่งหน้าแข้ง หรือประมาณ 30 ซม.) แต่ก็ได้สร้างความเสียหายแก่เฟอร์นิเจอร์ และทรัพย์สินต่างๆ เป็นอย่างมาก และเมื่อน้ำลดสามารถเข้าไป ทำความสะอาดบ้านได้ ปัญหาที่พบคือ เชื้อรา และเชื้อโรคต่างๆ ที่สะสมอยู่ภายในบ้าน และเกิดเป็นอากาศเสียภายในบ้าน ปัญหาอีกอย่างที่พบ และคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ระบบการจัดการปัญหาอุทกภัย ภายในบ้าน จากแผนการที่คิดเอาไว้ต้องเปลี่ยนแปลง คือเรื่องการทำความเข้าใจกับคนในบ้าน ถึงอันตราย ที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพ การไม่ตัดสินใจทิ้งข้าวของบางอย่างที่เสียหายจากอุทกภัย เป็นเชื้อรา และความรู้สึกเสียดายของ ในการล้างทำความสะอาดบ้าน ก็จัดเตรียมอุปกรณ์และสารเคมี ตามความรู้และประสบการณ์ ที่มี ประกอบกับการศึกษาจากเอกสารเผยแพร่ในเรื่องการทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด และการกำจัดเชื้อราในบ้าน
          การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตามพื้นที่ประสบอุทกภัยและศูนย์พักพิงฯ ต่างๆ ที่ผ่านมา ตนเอง และบุคคลอื่นๆ ใช้ประสบการณ์และความรู้เท่าที่ตัวเองมีในการให้การช่วยเหลือ ถ้าจะต้องดำเนินการเช่นนี้ ในโอกาสต่อๆ ไป ควรจะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเตรียมพาหนะเดินทาง (รถยนต์, เรือ) อุปกรณ์/เครื่องมือเครื่องใช้ในการปฏิบัติงาน ของใช้จำเป็นส่วนตัว อาหารและน้ำสำหรับผู้ปฏิบัติงาน และเตรียมความพร้อมตัวเองในเรื่องสุขภาพ ความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง เพราะเมื่อเข้าไป ในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง เราไม่ทราบสถานการณ์ล่วงหน้าว่ามีหรือขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือไม่
          บทเรียนที่ได้จากอุทกภัยครั้งนี้
          1. การมีสติ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในภาวะวิกฤติ เพราะเมื่อมีสติ ก็จะทำให้สามารถคิด และนำความรู้ในตัวที่มีมาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ รวมถึงยังสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ คนรอบข้าง เพื่อนบ้าน และผู้ประสบภัยได้เป็นอย่างดี
          2. การเลือกใช้สารเคมีต่างๆ ในการทำความสะอาดและกำจัดเชื้อรา ต้องอ่านและศึกษาคำอธิบายวิธีการใช้งานให้เข้าใจ และป้องกันตัวเอง ตามคำแนะนำนั้นๆ
          3. ได้มีโอกาสทดลองใช้สารเคมีทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และเกิดการเรียนรู้ จดจำ จากการปฏิบัติจริง เพื่อสั่งสมไว้ให้คำแนะนำแก่ผู้อื่นต่อไป
          4. ได้รู้จักการเตรียมตัวเองให้มีความพร้อม เพื่อการแก้ไขปัญหาและให้คำแนะนำคนอื่น
          5. เอกสาร ความรู้ทางวิชาการ ที่หน่วยงานต่างๆ ผลิตขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนในการป้องกันปัญหาอุทกภัย การล้างทำความสะอาดที่อยู่อาศัย และการเตรียมตัวเข้าบ้าน ส่วนใหญ่ จะมีประโยชน์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี
 
Facebook

   1222 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 13:46


บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยนัยนา หาญวโรดม
1236 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 13:44

          ในฐานะที่เป็นผู้โชคดี ไม่ประสบกับอุทกภัย เพราะบ้านอยู่ใกล้กระทรวงฯ ก็ติดตามข่าวสาร จากสื่อต่างๆ และรับฟังข้อมูลจากเพื่อนร่วมงานมาโดยตลอด ระยะแรกๆ ที่น้ำเริ่มท่วม หลายๆ คนในที่ทำงานก็เริ่มต้องหยุดงานกัน เพื่อป้องกันน้ำท่วมบ้านบ้าง หนีน้ำบ้าง หาที่อยู่ใหม่บ้าง ส่วนตัวนั้นไม่ได้ประสบปัญหา ก็มาทำงานทุกวัน ในช่วงที่รัฐบาลประกาศให้หยุดงาน 5 วัน คนมาทำงานน้อยมาก แล้วตัวเองก็มีงานติดพันที่ต้องทำ เลยมาทำงานทุกวัน ถ้าเพื่อนร่วมงานหรือน้องๆ ขอความช่วยเหลือก็จะไปช่วยทุกที่ ยินดีทำทุกงาน ที่ได้รับมอบหมาย (อารมณ์นั้นอยากทำงาน) สำหรับตัวเองยังไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานในภาวะฉุกเฉินหรือสาธารณภัยใดๆ
          มหาอุทกภัยครั้งนี้ ได้มีโอกาสไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงราชมังคลากีฬาสถาน ตั้งแต่วันที่ 2 ที่เริ่มเปิดศูนย์ฯ จึงได้เห็นสภาพความวุ่นวายของการรับคน การจัดคนเข้าพัก การดูแลอาหาร น้ำบริโภค น้ำใช้ การทำทะเบียน และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่มีความพร้อม ไม่มีการเตรียมการ คาดว่า ผู้ที่ถูกสั่งให้ตั้งศูนย์พักพิงฯ ก็ไม่มีเวลาในการเตรียมการ จึงทำให้ทุกอย่างดูวุ่นวาย ไม่เป็นระเบียบ แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่ต้อง ไปร่วมดำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพอาหารและน้ำ ก็ยังดูวุ่นวายอยู่ เวลาพบปัญหาที่ต้องการประสานงาน เพื่อการแก้ไข ไม่รู้จะไปติดต่อใคร ได้แต่เพียงถามไปเรื่อยๆ แก้ไปเป็นเรื่องๆ จนไม่สามารถแก้ไขไปที่ต้นเหตุของเรื่องได้ เช่น พบปัญหาน้ำบริโภคจากเครื่องกรองน้ำที่ได้รับบริจาคในศูนย์พักพิงฯ มีโคลิฟอร์มแบคทีเรียปนเปื้อน สาเหตุมาจากเครื่องกรองน้ำที่ไม่สะอาด ต้องแก้ไขโดยการล้างเครื่องกรองน้ำ และเปลี่ยนไส้กรอง แต่สอบถามอาสาสมัครก็ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบหลักที่ดูแล จึงต้องแก้ปัญหาโดยการสอนให้อาสาสมัครล้างเครื่องกรองน้ำที่ถูกต้อง ไม่สามารถจะเปลี่ยนไส้กรองได้ หรือกรณี ตรวจไม่พบคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำจากถังน้ำขนาด 2,000 ลิตร ที่ได้รับบริจาคมาและมีผู้มาติดตั้งบริเวณหน้าศูนย์พักพิงฯ ที่ทุกวันจะมีการนำ น้ำมาเติมให้เพียงพอกับความต้องการใช้ก็แก้ปัญหาโดยการเติมคลอรีนในปริมาณที่เหมาะสม ตามอัตราส่วน ไม่สามารถสืบหาแหล่งผลิตน้ำที่นำมาเติมทุกวัน หรือผู้รับผิดชอบนำน้ำมาเติมได้ ในส่วนของครัวที่ประกอบอาหารสำหรับผู้ประสบภัยก็เช่นเดียวกัน ส่วนมากทุกคนที่มาคือจิตอาสาบางคน ไม่มีความรู้ในเรื่องสุขลักษณะสถานที่ปรุงอาหาร นั่งเตรียม-ปรุงอาหารกับพื้น ไม่มีการใช้ถุงมือ ไม่สวมผ้ากันเปื้อน สภาพที่ล้างภาชนะและอาหารสด ก็ปะปนกัน เฉอะแฉะ มีเศษอาหารตกค้าง จึงได้ให้คำแนะนำแก่อาสาสมัคร ช่วยกันจัดหาและสนับสนุนวัสดุ/อุปกรณ์ต่างๆ ที่เหมาะสม รวมถึงปรับปรุงสภาพสถานที่ปรุง ประกอบ อาหารให้ถูกสุขลักษณะมากยิ่งขึ้น
          การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะแรกๆ ทุกอย่างเร่งด่วน ไม่มีการเตรียมตัว เหมือนกับได้รับคำสั่ง ให้ร่วมทีม ก็จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ และขนของขึ้นรถ แล้วบุกไปตายเอาดาบหน้า ไม่รู้ว่าเส้นทางที่จะไป เป็นอย่างไร จะไปพบใคร ต้องเตรียมอะไร ไปบ้างหรือประชาชนที่เดือดร้อนต้องการอะไร หัวหน้าทีม(ผู้นำ) ว่าอย่างไรก็ทำตามไปอย่างนั้น ไม่มีการประสานงานที่ชัดเจน
          ระยะต่อมา ด้วยสภาพปัญหาน้ำท่วมเริ่มเพิ่มความรุนแรงขึ้น จำนวนบุคลากรที่ปฏิบัติงานก็น้อย ผู้บริหารจึงได้สั่งการให้ตั้งเป็นรูปแบบคณะทำงาน เพื่อจะได้มีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระงานของผู้ที่รับผิดชอบเดิมไปบ้าง ลักษณะงานก็จะมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การปฏิบัติงานในพื้นที่ประสบภัย (ภาวะฉุกเฉิน) การปฏิบัติในงานจุดที่มีผู้พักอาศัยชั่วคราวตามพื้นที่ประสบภัย และการปฏิบัติงานในศูนย์พักพิงชั่วคราว ตนเองได้มีส่วนรับผิดชอบดูแลจัดหาน้ำดื่มน้ำใช้สำหรับผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงกระทรวงสาธารณสุข เริ่มตั้งแต่ การเตรียมการ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ รับผิดชอบจัดหาน้ำบริโภค สำหรับผู้ประสบภัยที่จะมาพักพิงฯ เมื่อต้องเริ่มดำเนินการความวุ่นวายก็เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่การประสานการประปา เพื่อจัดหาจัดเตรียมน้ำสะอาดและจุดบริการจ่ายน้ำ ประสานงานกับเจ้าของสถานที่ (ผู้ดูแลศูนย์กีฬา) ไม่ให้ความร่วมมือในการติดตั้งก๊อกน้ำ ไม่มีงบประมาณในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เรื่องของสถานที่ตั้งถังน้ำขนาดใหญ่ไม่เหมาะสม ไกลจากแหล่งจ่ายน้ำ ต้องย้ายไปมาหลายรอบกว่าจะลงตัว แต่พอจัดการได้เรียบร้อยก็ได้รับทราบว่า ที่ทำไปนั้นไม่ถูกต้อง สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย รับผิดชอบเฉพาะเรื่องน้ำใช้ ไม่ต้องรับผิดชอบจัดหาน้ำดื่ม (น้ำดื่มเป็นความรับผิดชอบของ อย.) ทำไปหมดแล้วแต่มันผิดวัตถุประสงค์ทั้งหมดเลย ก็ปรับสถานการณ์ใหม่ดัดแปลงเอาสิ่งที่ทำมาทั้งหมดไปเป็นน้ำใช้ สรุปแล้วกิจกรรมการเตรียมการในส่วนนี้ ทำให้เสียเวลา งบประมาณ เสียเงิน แต่ผลที่ออกมาที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ก็เพราะกับสั่งการ และการ รับฟังข้อมูลข่าวสารที่ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอนในการดเนินการต่างๆ เรื่องของเครือข่ายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก รวมถึงเราต้องใช้สหวิชาการ ทุกสาขา ทุกเรื่องเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้งานสำเร็จ
          ระบบการจัดการในศูนย์พักพิงกระทรวงสาธารณสุข มีการแบ่งหน้าที่ที่ค่อนข้างชัดเจน มีผู้รับผิดชอบแต่ละเรื่อง มีการเตรียมการ มีการจัดเตรียมคู่มือ ข้อกำหนด/กติกาการเข้าพักอาศัย และเตรียมการ ได้ครอบคลุมความจำเป็น ทั้งเรื่องของที่พัก น้ำกิน/น้ำใช้ อาหาร สันทนาการ และอื่นๆ สำหรับเรื่องของอาหารสำหรับผู้พักพิงในศูนย์ฯ โรงพยาบาลศรีธัญญา รับเป็นเจ้าภาพดำเนินการ ทีมสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ โดยคุณนัยนา ใช้เทียมวงศ์ และคุณอรสา เลิศสุโภชวณิชย์ ก็ได้ร่วมกันไปเตรียมการตรวจแนะนำ ครัวของโรงพยาบาลที่ใช้เป็นสถานที่ปรุงอาหาร และให้ความรู้กับผู้ปรุง ประกอบอาหาร (ก่อนที่จะเปิดศูนย์ พักพิงฯ)
          หลังจากศูนย์พักพิงฯ เปิดรับผู้ประสบภัยอย่างเป็นทางการ ก็ได้ดำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพอาหารและน้ำบริโภค ทุกวัน ในระยะแรกๆ เก็บตัวอย่างอาหารและน้ำทุกมื้อ ระยะต่อมาเมื่อระบบเริ่มเข้าที่ และไม่พบปัญหาผู้อพยพเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารและน้ำเป็นสื่อ จึงปรับระบบการเฝ้าระวังเป็นเก็บตัวอย่างอาหารและน้ำ เพียงมื้อกลางวันเท่านั้น ทำเช่นนี้จนกระทั่งปิดศูนย์พักพิงฯ จากการที่ได้รับผิดชอบหน้าที่ ดูแลศูนย์พักพิงฯ ในส่วนของสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ทำให้ได้รู้ว่า จริงๆ แล้วในภาวะวิกฤติ งานวิชาการ นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เป็นเพียงองค์ความรู้ทางวิชาการที่จะนำมาสนับสนุนการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในได้รับการดูแลด้านอาหาร น้ำ และอนามัยที่แวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะ และสะอาดปลอดภัย แต่ภารกิจที่สำคัญคือเรื่องของการประสานงาน การมีสัมพันธภาพที่ดีกับภาคีเครือข่าย การรู้จักประยุกต์ใช้ สหวิชาการกับการแก้ปัญหาฯ
          สำหรับปัญหาของศูนย์พักพิงฯ ที่พบในระยะแรกๆ คือขยะที่มีปริมาณเยอะมากในแต่ละวัน ซึ่งขยะส่วนใหญ่จะมาจากกล่องโฟมที่ใช้บรรจุอาหาร ต่อมาก็ได้ปรับการจัดการโดยไปซื้อจาน/ชามเมลามีน และช้อนสแตนเลส มาแจกให้กับผู้ประสบภัยคนละชุด เพื่อให้แต่ละคนรับผิดชอบของตัวเองและเป็นการลดปริมาณขยะที่ได้ผลดี เนื่องมาจากที่ศูนย์พักพิงฯ มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเก็บขยะเพียง 1 คน (เห็นใจมาก เพราะทำงานคนเดียว ไม่เคยปริปากบ่น) อีกส่วนหนึ่งที่ที่พบปัญหาในระยะแรกๆ คือการจัดบริการอาหาร แม่ครัว จากโรงพยาบาลศรีธัญญา เป็นบุคลากรอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าเห็นใจ ต้องทำงานแต่เช้ามืด (ประมาณตีสี่) และ ไม่มีวันหยุด เพื่อปรุงอาหารมาให้บริการในศูนย์พักพิง และเมื่อมาถึงก็จะพบว่า ในช่วงแรกยังขาดระบบในการจัดคิวรับอาหาร ดูวุ่นวายมาก ต่อมาจึงดำเนินการจัดระบบใหม่ โดยจัดให้มีอาสาสมัครผู้ประสบภัย เวียนกันไป ช่วยแม่ครัวที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ปรุง ประกอบอาหาร และจัดระบบคิวการรับอาหาร โดยจะเรียงลำดับ จากเด็ก ผู้สูงอายุ และวัยรุ่น/วัยทำงาน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดูแลศูนย์พักพิงฯ คอยถือโทรโข่ง ประชาสัมพันธ์ เรื่องต่างๆ ตลอดเวลา
          นอกจากภารกิจในการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยตามศูนย์พักพิงฯ ต่างๆ แล้ว ยังมีอีกภารกิจหนึ่งที่ดูจะเป็นเรื่องที่วุ่นวายพอๆ กับภารกิจที่กล่าวมาข้างต้น คือเรื่องของการให้ข่าว หรือการเตรียมเนื้อหาทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะวิกฤติ เพื่อรองรับการสอบถามข้อมูลจากสื่อต่างๆ ผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งในภารกิจนี้ นอกจากจะต้องใช้เวลาในการสืบคืนข้อมูล ประมวล และวิเคราะห์ให้ดีแล้ว ยังต้องมาเรียบเรียงภาษาให้เหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ด้วย และภารกิจหลักของกลุ่มวิจัยและพัฒนาคุณภาพน้ำบริโภค อีกประการหนึ่งคือ การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปาในช่วงอุทกภัย ต้องจัดทีมออกไปเก็บตัวอย่างน้ำประปา ในเขตต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ประสบภัยทุกวัน เพื่อเฝ้าระวังและใช้เป็นข้อมูลรายงานผู้บริหาร
          บทเรียนที่ได้รับจากอุทกภัยในครั้งนี้
          1. การปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน เราต้องมีสติ และมีการเตรียมความพร้อม เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ทางวิชาการ อุปกรณ์/เครื่องมือเครื่องใช้ อาหารและน้ำ งบประมาณ การบริหารจัดการการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจสั่งการของผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาระบบการบริหารจัดการของรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และในส่วนความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐยังไม่ดีพอ จึงทำให้เกิดปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ตรงจุด และทันเวลา
          2. การจัดตั้งศูนย์พักพิงฯ หรือศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นภารกิจสำคัญเพราะเป็นเรื่อง ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก จะต้องมีการวางแผน กำหนดวัตถุประสงค์ และเตรียมการพอสมควร การแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำหรับการดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อน การแย่งงานกันทำและเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยสามารถดำเนินการได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทุกพื้นที่
          3. สื่อ On-line มีประโยชน์มากในภาวะฉุกเฉิน ไม่ว่าเป็นช่องทางในการสืบค้นข้อมูล และ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต้องให้สาธารณะรับทราบ และนำไปประมวลวิเคราะห์ เพื่อจัดการปัญหาที่ประสบ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเสพสื่อมากๆ ก็ทำให้สับสนและเครียดได้เหมือนกันเพราะมีหลายคนเครียดจัด เนื่องจากติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจากสื่อตลอดเวลา
          4. ได้เห็นพลังสังคม ความมีน้ำใจและความเห็นแก่ตัวของคนไทย (สังคมมีความห่วงใย ห่วงหาอาทรซึ่งกันและกัน) ควบคู่กันไป มีหลายๆ คน หลายๆ กลุ่มที่เป็นผู้มีจิตใจดี มีน้ำใจและตั้งใจช่วยเหลือคนอื่นอย่างจริงจัง (มีทั้งจิตใจ ความรู้ กำลัง ความสามารถ ข้อมูล และงบประมาณ) และ ก็มีอีกหลายๆ กลุ่ม หลายๆ คน ที่แล้งน้ำใจ เห็นแก่ตัว ไม่คิดที่จะช่วยเหลือคนอื่น และยังหวัง ที่จะเอาประโยชน์บนความทุกข์ของคนอื่น
          5. เห็นภาพความไม่เป็นธรรมของสังคม การเลือกปฏิบัติ บางพื้นที่ปล่อยให้น้ำท่วม แต่ปกป้อง บางพื้นที่
          6. การให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานภาครัฐ ต้องให้ข้อมูลที่เป็นความจริงและมากพอที่ประชาชนจะนำไปใช้ประกอบ การตัดสินใจ อย่าให้ข้อมูลที่เลื่อนลอย ไม่มีมูลความจริง และไม่ครบถ้วน
          7. จากประสบการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ โดยความเห็นส่วนตัวแล้วคิดว่า จะเป็นบทเรียนให้หลายๆ คน หลายๆ ครอบครัว เปลี่ยนทัศนะคติ จากการสะสม มาเป็นสมถะ คือไม่สะสมของที่ไม่จำเป็น และเลือกใช้ของที่เก็บง่าย ขนาดไม่ใหญ่มาก และเคลื่อนย้ายได้ง่าย
          8. หลังจากน้ำลดแล้ว คาดว่า ปัญหาที่จะพบในอนาคตอันใกล้ คือปัญหาการอุดตันของท่อระบายน้ำ ที่อาจจะมีเศษทรายที่รั่วออกมาจากถุงทรายที่ประชาชนใช้ก่อเพื่อกั้นน้ำ ซึ่งจะเกิดการอุดตัน ของท่อระบายน้ำ ดังนั้น ก่อนที่ปัญหาจะเกิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งหาทางป้องกันและแก้ไขให้เรียบร้อย
          9. มีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจในการดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัย คือ SCG Model ซึ่งมีกระบวนการ ขั้นตอนที่ควรศึกษา ถ้าใครสนใจ ลองไปหาอ่านดูใน Website ก็ได้ เพื่อจะเป็นข้อมูลนำเข้าในโอกาสที่เกิดภาวะสาธารณภัยในอนาคต
Facebook

   1236 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 13:44


บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยลลนา ทองแท้
1132 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 13:40

          ฟังข่าว แล้วก็ดูข่าวจากทุกสื่อ ทุกวัน ในช่วงที่น้ำเริมท่วมจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ก็คาดว่าที่บ้านน้ำจะไม่ท่วม แต่ก็ไม่ประมาท เตรียมการป้องกันตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน 2554 โดยการค่อยๆ เก็บของใช้ต่างๆ ขึ้นชั้น 2 และที่สูง พอน้ำเริ่มท่วมขยายพื้นที่ใกล้บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีเข้ามาเรื่อยๆ ก็เริ่มเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ โดยการคอยสังเกตระดับน้ำด้านหลังหมู่บ้านเรื่อยๆ แล้วก็เตรียมการป้องกันบ้านด้วยการทำผนังกั้นน้ำเข้าบ้าน ตั้งใจจะใช้อิฐบล็อก แต่พอไปซื้อที่ร้านวัสดุก่อสร้างหลายๆ ร้าน อิฐบล็อกไม่มีขาย จึงต้องใช้อิฐมวลเบาแทนอิฐบล็อก ใช้ดินน้ำมันอุดท่อระบายน้ำ และอุดรูต่างๆ ในบริเวณบ้าน รวมถึงนำกระสอบทรายมาอุดคอห่านในห้องน้ำ นอกจากนั้นยังได้ไปช่วยสมาชิกในหมู่บ้านกรอกทรายใส่กระสอบ เพื่อเตรียมการป้องกันหมู่บ้านด้วย ช่วงที่น้ำยังไม่ท่วมก็ปฏิบัติอย่างนี้มาตลอด แล้วก็ติดตามข่าวตลอดเวลา
          กระทั่ง สัปดาห์ต้นเดือนตุลาคม 2554 คนในหมู่บ้านที่ทำงานโรงงาน ต้องหยุดงาน เพราะที่ทำงานน้ำท่วม และมาแจ้งข่าวว่า น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมแถบพระนครศรีอยุธยา และลุกลามมาบริเวณใกล้ๆ โรงงานแถวหมู่บ้านแล้ว ที่แปลกใจคือ คนในหมู่บ้านที่เตรียมตัวป้องกันและเตรียมการหนีน้ำ มีเพียง 2 หลัง คือ บ้านเรากับเพื่อนบ้านอีก 1 ครอบครัว และคนที่เหลือกลับมองพวกเราแบบขำๆ เหมือนเราเป็นกระต่ายตื่นตูม เราไปเตือนก็ไม่เชื่อ
          ในช่วงนี้ได้เตรียมการหาที่พักชั่วคราวที่ใกล้กระทรวงฯ และสำรวจความพร้อมของเครื่องใช้ในห้องพัก เพื่อจัดเตรียมและจัดซื้อมาเพิ่มเติม เนื่องจากสามีต้องทำงานทุกวัน ถ้าจะหยุดงานต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และการเดินทางมาทำงานเริ่มลำบากมากขึ้น ต้องเปลี่ยนเส้นทางทุกวัน เปลี่ยนไปตามสภาพปัญหาน้ำท่วม แต่ก็ยังดำเนินชีวิตปกติ มาทำงาน-กลับบ้าน-เฝ้าระวังน้ำ-ติดตามข่าว แต่มีข่าวว่า ลาดหลุมแก้วไม่สามารถรองรับน้ำได้แล้ว (แตกแล้ว) จึงเตรียมจัดกระเป๋าและของใช้จำเป็นใส่รถ และโทรศัพท์แจ้งผู้รับผิดชอบหอพักว่าจะเข้าพัก (ได้แจ้งกับทางเจ้าของหอพักไว้ล่างหน้าแล้วว่าจะเดินทางเข้าพักวันที่ 16 ตุลาคม 2554)
          6 โมงเย็นของวันที่ 14 ตุลาคม 2554 เดินทางออกจากบ้านเพื่อย้ายมาอาศัยยังที่พักชั่วคราว เป็นหอพักใกล้กระทรวงฯ ด้านซอยอัคนี แต่ด้วยปัญหาน้ำท่วมถนน จึงทำให้การเดินทางยากลำบาก และ ใช้เวลานานมา กว่าจะถึงหอพักก็ 4 ทุ่มกว่า
          วันที่ 15 ตุลาคม 2554 กลับเข้าไปที่บ้านอีกครั้ง เนื่องจากของใช้จำเป็นที่เตรียมไว้ไม่พอ โดยต้องโดยสารรถเมล์ที่ต้องขับฝ่าน้ำไปให้ถึงจุดหมายของผู้โดยสารทุกคน ขากลับก็ต้องโดยสารรถเมล์เหมือนเดิม ในขณะที่ระดับน้ำเริ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญมีของใช้ที่ต้องนำติดตามมาถึง 4 กระเป๋า ระหว่างทางเครียดมาก กลัวไปหมด กลัวเข้าบ้านไม่ได้ และกลัวกลับออกมาจากบ้านไม่ได้ กลัวไม่มีรถโดยสาร
          จากนั้น ก็ใช้ชีวิตปกติอยู่ที่หอพัก และได้มาช่วยพี่ๆ ทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ โดยไม่เกี่ยงว่าพี่ๆ จะให้ทำงานอะไร ที่ไหน เพราะคิดว่าตัวเองไม่ลำบาก อะไรที่สามารถช่วยผู้อื่นได้ก็ทำ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายส่วนมากจะเป็นเรื่องของการเฝ้าระวังด้านอาหารและน้ำ การสำรวจและให้คำแนะนำ ด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ แก่อาสาสมัคร และผู้ประสบภัย ในศูนย์พักพิงราชมังคลากีฬาสถาน ที่นั่น ก็ได้เห็นอะไรมากมาย ทั้งสิ่งดีๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ และสภาพปัญหา
          ในการทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย ได้เห็นความตั้งใจและความมีน้ำใจของอาสาสมัคร ที่มาช่วยกันดูแล อำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ผู้ประสบภัย พอนานๆ เข้า อาสาสมัครก็เริ่มเครียด เนื่องจากทุกคน มาจากหลายที่ มีทั้งคนที่มาสั่ง คนถูกสั่ง และที่สำคัญผู้อพยพหรือผู้ประสบภัย ไม่ช่วยเหลือตัวเอง ไม่มีน้ำใจช่วยเหลืออาสาสมัคร คอยแต่จะเป็นผู้รับบริการอย่างเดียว ก็ดำเนินการตามหน้าที่ ให้คำแนะนำ และช่วยเหลืออาสาสมัครในการปรับปรุงสถานที่ปรุงอาหารให้เหมาะสม และถูกสุขลักษณะเท่าที่จะทำได้ และจัดหาวัสดุอุปกรณ์ได้
           ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้าน 1 ครั้งในระหว่างน้ำท่วม เดินทางไปพร้อมกับพี่เพลินจิตต์ ระหว่าง การเดินทางก็ลุ้นไปตลอดว่ารถของเราจะผ่านไปได้หรือเปล่า เพราะระดับน้ำบนถนนสูงมากเป็นระยะๆ จะมีพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่สูงมากเป็นบางช่วง บางทีก็ท้อถึงขั้นชวนกันกลับก่อนที่จะถึงบ้านก็มี เพราะไม่รู้ว่า ต่อไปข้างหน้าจะไปได้ถึงแค่ไหน แต่สุดท้ายก็เดินทางไปจนถึงบ้าน พอเห็นสภาพบ้านเหมือนจะเป็นลม สภาพที่เห็นคือ กำแพง ที่กั้นน้ำไว้ มันไม่น่าจะเป็นการกั้นน้ำเข้าแล้วละ สมควรเป็นการกั้นน้ำไม่ให้ ออกจากบ้านมากกว่า น้ำท่วมเข้าไปในบ้าน สภาพเฟอร์นิเจอร์ และของใช้ขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถเก็บขึ้นไว้ ชั้น 2 ได้ เสียหาย ลอยน้ำ ย้ายที่อยู่ และบางชิ้นก็พังไปตามสภาพ ได้แต่ปลง แล้วก็เตรียมตัวเดินทางกลับที่พัก ขอกลับออกมาจากบ้าน คราวนี้ลุ้นน้อยกว่าขามา เพราะเริ่มมีการสูบน้ำออกจากถนนหลายจุด บางพื้นที่ น้ำก็เริ่มแห้ง จนกระทั่งเดินทางกลับถึงที่พักอย่างปลอดภัย
          ได้ติดตามข่าวน้ำท่วมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งน้ำแห้ง สามารถเข้าบ้านได้ ก็เตรียมการ จัดซื้อ/จัดหาวัสดุอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้านตามที่ได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ เพื่อนๆ และศึกษาจากเอกสาร คู่มือต่างๆ ในระหว่างที่ทำความสะอาดบ้าน ก็มีเรื่องเล่าที่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คือว่า มีคนงานจากนครสวรรค์ (บ้านสามี) มาช่วยทำความสะอาดบ้าน เค้าช่วยกันขัดพื้นบ้าน แต่ขัดเท่าไหร่ก็ไม่ขาวซักที ก็เลยเอาน้ำยา ชนิดแรงๆ ประเภท วิกซอล์ อะไรงั้นแหละมาเทราด แล้วขัด พื้นก็เลยเป็นดวงๆๆๆๆ เรื่องของเรื่องคือว่า ลืมบอกเค้าไปพื้นบ้านเป็นหินอ่อน สีขาวครีม สรุป ที่บ้านก็เลยมีศิลปกรรมใหม่บนพื้นที่ ดวงเป็นที่ๆ แต่ก็ถือว่ายังโชคดีสำหรับบ้านเรา เพราะเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ ของที่บ้านหลายชิ้นไม่เสียหาย ก็เป็นประเภทไม้สัก กับไม้แท้ๆ ที่เป็นสมบัติเก่าของแม่ (นำเข้าจากลำปาง)
          บทเรียนที่ได้รับจากอุทกภัย
          - โดยส่วนตัวช่วงที่น้ำยังไม่ท่วมต้องเฝ้าระวังเครียด แต่ต่อมาพอน้ำมันท่วมไปแล้ว ก็ไม่เครียด ไม่ต้องห่วงอะไร จะลำบากก็แต่เพียงที่อยู่ใหม่ไม่เหมือนบ้านเท่านั้นเอง
          - ดีใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือคนอื่นที่ลำบากกว่าเรา
          - ผู้อพยพหรือผู้ประสบภัย รอคอยแต่ความช่วยเหลือและเวลาที่จะกลับบ้าน ไม่มีน้ำใจ ที่จะช่วยเหลือกัน ไม่รู้จักหาทางผ่อนคลายความเครียด จึงมองว่า กรณีที่จะต้องเตรียมการ เพื่อจัดตั้งศูนย์พักพิงฯ ให้กับผู้ประสบภัยในอนาคต ควรต้องมีการสร้างกติกาการเข้าพักพิง จัดระเบียบ มีระบบการลงทะเบียน รวมถึงมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบให้กับผู้ประสบภัย ที่มาพักพิง อย่างเป็นระบบ ตามความถนัดของแต่ละบุคคล (สถานที่ที่ถูกเลือกให้เป็นศูนย์พักพิง ควรต้องมีความพร้อมมากกว่านี้)
          - อาสาสมัครที่มาคอยช่วยเหลือผู้ประสบภัยในศูนย์ฯพักพิง ส่วนมากเป็นจิตอาสา จะขาดคน เป็นผู้นำ หรือผู้บริหารจัดการ หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งศูนย์พักพิงฯ หรือ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ควรจะต้องจัดเตรียมบุคลากรที่เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ มีไว้เพื่อเป็นผู้บริหารจัดการและสั่งการ จะได้ไม่เกิดปัญหาเช่นครั้งนี้
          - ปัญหาบางอย่างที่พบระหว่างปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย พิจารณาว่าเป็นปัญหา ทางการเมือง หรือปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคน หรือหน่วยงาน ทำให้เราซึ่งเป็น ผู้ที่ต้องไปปฏิบัติงานช่วยเหลือเกิดความลำบากใจ และประสานการดำเนินงานยาก
          - ถุงนายสะอาด หรือถุงช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่กรมอนามัยจัดทำขึ้นนั้น ควรเพิ่มสารส้ม ยาสีฟัน และแปรงสีฟัน เข้าไปในชุดนายสะอาดด้วย เพราะมีผู้ประสบภัยต้องการใช้
          การเตรียมการสำหรับอนาคต
          ถ้าปีหน้า หรือในอนาคต จะต้องเจอกับปัญหาอุทกภัยอีก จะไม่หนีไปไหน จะสู้กับน้ำ โดยจะเตรียมการป้องกันให้มากกว่านี้ ทั้งระดับความสูง และความมั่นคงแน่นหนาของวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งปัจจุบันที่เตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ช่วงที่กลับเข้าบ้านได้ คือไม่เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ที่มี ขนาดใหญ่ ขนย้ายยาก เลือกแบบที่พักเก็บง่าย ประหยัดพื้นที่ รวมถึงเลือกวัสดุพื้นฐานของเฟอร์นิเจอร์ที่มั่นคง เสียหายยาก เช่น ไม้เนื้อแท้ อลูมิเนียม พลาสติก เป็นต้น และจะไม่สะสมของที่ไม่จำเป็นไว้ในบ้าน เป็นจำนวนมาก เช่น หนังสือ เสื้อผ้า เครื่องครัว หรือของใช้เบ็ดเตล็ดต่างๆ เป็นต้น
 
Facebook

   1132 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 13:40


บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยวิไลวรรณ โกยทอง
1637 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 13:27

          ช่วงที่น้ำท่วมใหม่ๆ ไม่ได้เตรียมตัว หรือเตรียมการอะไร ยังมาทำงานเหมือนปกติ ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพราะคิดว่าที่บ้านไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม แต่ก็จะมีปัญหาบ้างเรื่องของการเดินทาง มาทำงาน เพราะถนนหลายสายใช้การไม่ได้ น้ำท่วม จนกระทั่งสถานการณ์น้ำเริ่มท่วมสูงขึ้น และขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ ลูกสาวก็เตือนให้หยุดงานบ้าง เพราะเดินทางมาทำงานลำบาก แต่ในความคิดตัวเอง คิดว่าเราเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในกลุ่มงานฯ ก็ควรต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างแก่น้องๆ เราไม่ได้ประสบปัญหาน้ำท่วม ถ้ายังมีรถเมล์วิ่งบริการ มีรถโดยสารอื่นๆ ให้บริการ เราก็จะมาทำงานต่อไป และไม่คิดว่าน้ำจะท่วมเป็นระยะเวลานานมากขนาดปีนี้
          ประสบการณ์ที่ได้รับในเรื่องของการเดินทาง และสร้างความตื่นเต้นให้กับตนเองมากๆ ก็คือ การได้โดยสารรถทหาร ทั้งๆ ที่บ้านพักอยู่ในค่ายทหาร ก็ยังไม่เคยได้ขึ้นรถทหารเลย
          เมื่อน้ำท่วมนานเข้า หนักเข้า ก็ตัดสินใจเก็บของใส่กระเป๋าเตรียมจะมาพักค้างที่สำนักฯ ในช่วงเวลา ที่ต้องทำงาน (น้ำไม่ได้ท่วมบ้าน แต่เดินทางลำบาก) คิดไว้ว่า จะมานอนที่โซฟาของกลุ่มงานฯ ไม่ได้คิดมาก ไม่เครียด คิดว่านี่คืออีกประสบการณ์หนึ่งที่จะได้พบ เหมือนตอนเด็กแล้วเราไปเที่ยวงานวันเด็ก เราจะได้ทำ สิ่งที่ไม่เคยทำ เช่น การนั่งรถทหาร การมานอนพักที่อื่น ที่ไม่ใช่บ้านหรือโรงแรม เป็นต้น
          มาถึงสำนักฯ กลับพบกับความประทับใจในการเตรียมการรับนักวิชาการ/เจ้าหน้าที่ที่ประสบภัยและต้องมาพักค้างที่สำนักฯ มีการเตรียมเต้นท์ ที่นอน ผ้าห่ม และเครื่องอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน และได้รับความเอาใจใส่จากผู้รับผิดชอบอย่างดี เช่น คุณภาคภูมิ และท่านอื่นๆ แต่ที่มันทำให้รู้สึกว่า ชีวิตเปลี่ยนคือ เราเคยปฏิบัติภารกิจประจำวันที่ต้องทำหลายๆ อย่างมากมาย แต่เมื่อมาพักที่สำนักฯ พอตกเย็นไม่มีอะไรจะทำ ไม่ต้องทำงานบ้าน เลยได้มีเวลามากมายในการสะสางงาน นั่งทำงานไปเรื่อยๆ
          ได้ช่วยงานและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพน้ำ แต่งานมันมากมายหลายด้าน เข้ามาทุกทิศทาง แล้วไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องคุณภาพน้ำบริโภค มีทั้งน้ำประปา น้ำใช้ น้ำเสีย การปรับปรุงคุณภาพน้ำ การจัดหาน้ำดื่มให้ผู้ประสบภัย แล้วก็อื่นๆ อีกมากมาย จึงใช้โอกาสนี้แบ่งภารกิจสำคัญของกลุ่มฯ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยจัดแบ่งหน้าที่ให้กับน้องๆ ให้เหมาะสมกับรูปแบบและลักษณะของงาน เช่น งานด้านอำนวยการ (การควบคุมกำลังคน/งบประมาณ/และการสร้างขวัญกำลังใจ) การจัดหาและจัดสรรวัสดุอุปกรณ์ การดำเนินงานภาคสนาม และงานด้านวิชาการ (การเตรียมข้อมูล การสืบค้นข้อมูลให้ทันการ) ซึ่งเมื่อมาพิจารณาในเรื่องของเนื้อหาวิชาการแล้ว จะสามารถบอกได้ว่า เป็นเรื่องของสหวิชาการ คือต้องมีความรู้ให้รอบด้านไม่ใช่รู้เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การทำงานในลักษณะพิเศษเช่นนี้ พบความลำบากมากมาย ตั้งแต่เรื่องความลำบากในการติดต่อประสานงาน จำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอกับปริมาณงาน การสื่อสาร/การสั่งการ
          ได้มีโอกาสติดตามผู้บริหารไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ได้เห็นภาพปัญหามากมายในการดำเนินการช่วยเหลือ ดังนี้
           - การเดินทาง และระยะเวลาในการเดินทาง รวมถึงพาหนะที่จะใช้ในการเดินทาง
           - ถุงยังชีพ หรือของแจก ควรที่จะเตรียมให้มีของใช้จำเป็นทุกอย่างในถุง เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารพร้อมบริโภค เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค น้ำ และอื่นๆ ที่ครอบคลุมความต้องการ ของประชาชนที่เดือดร้อน และควรเตรียมในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับ 1 ครอบครัว
           - การถูกเอาเปรียบจากข้าราชการการเมือง ที่ใช้เวทีการทำงานช่วยเหลือประชาชนของข้าราชการประจำมาเป็นช่องทางการหาเสียง
          บทเรียนที่ได้รับจากอุทกภัยครั้งนี้
          1. ได้รู้จักคนมากขึ้น คนไทยมีทั้งคนที่มีน้ำใจ ช่วยเหลือคนอื่น คนเห็นแก่ตัว เอาเปรียบผู้อื่น เอาเปรียบสังคม
          2. ในการดำเนินงานควรต้องมี Package วิชาการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่พร้อมจะนำมาใช้ได้ทันทีในภาวะวิกฤติต่างๆ
          3. เรา ในฐานะนักวิชาการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย ต้องเตรียมตัวเอง ให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติงาน และพร้อมที่จะให้ความรู้ทางวิชาการที่เหมาะสมแก่ประชาชน
          4. เครือข่าย/หน่วยงาน เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ และการสนับสนุน การดำเนินงานในพื้นที่
          5. การสั่งการ และการรับคำสั่ง เพื่อการปฏิบัติงาน ในการสั่งการต้องเป็นคำสั่งที่แน่นอน ชัดเจน มีเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง สำหรับผู้รับคำสั่งก็ต้องพิจารณาไตร่ตรองให้ดีก่อนลงมือปฏิบัติ ถ้าไม่เข้าใจหรือมีข้อสงสัย ต้องสอบถามให้เข้าใจตรงกัน เพื่อไม่ให้เกิดการปฏิบัติงานที่ผิดพลาด ไม่ตรงวัตถุประสงค์
          6. ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และสำหรับผู้ประสบภัย เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          7. การรู้จักวางแผนปฏิบัติงาน และการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบให้ชัดเจน เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะส่งผลให้งานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
Facebook

   1637 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 13:27


บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยอรสา เลิศสุโภชวณิชย์
1014 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 11:30

          ในฐานะที่เป็นผู้ประสบภัย เช่นเดียวกับคนอื่นๆ จะไม่ขอพูดในเรื่องที่ซ้ำกัน แต่จะขอเตือนทุกคน ที่จะต้องประสบปัญหาและภาวะวิกฤติเช่นนี้ แล้วที่บ้านมีผู้สูงอายุ ควรจะต้องปฏิบัติ ดังนี้
          - ผู้สูงอายุ เป็นบุคคลภายในบ้านที่ต้องใช้เวลาในการพูดจาโน้มน้าวจิตใจ ในเรื่องของการย้ายที่อยู่ยากมาก เพราะส่วนมากจะรักที่อยู่ ต้องพยายามใช้เหตุผลที่เหมาะสมในการเจรจา ซึ่งอาจจะต้องใช้บุคคลอันเป็นที่รักมาเป็นผู้เจรจา เช่น หลาน ลูก และคนอื่นๆ
          - ในภาวะวิกฤติ กำลังใจของคนในครอบครัวสำคัญที่สุด ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
          - การเตรียมตัวเพื่อการอพยพ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องรอบคอบ และจัดเตรียมให้เหมาะสม เช่น การเตรียมยารักษาโรค อาหาร และของใช้จำเป็นต่างๆ นอกจากเรื่องการเตรียมให้ครบแล้ว ยังต้องเตรียมให้เพียงพอกับระยะเวลา
          - หากต้องการอพยพไป ณ จุดใด ต้องศึกษาเส้นทางการเดินทางหลายๆ เส้นทาง กรณีที่บางเส้นทางน้ำท่วม
          สำหรับส่วนกิจกรรมการดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำในศูนย์พักพิงฯ ควรมีการจัดทำแผนผังการปฏิบัติงานในโรงครัว หรือสถานที่ปรุง ประกอบอาหาร เนื่องจากกิจกรรม การปรุง ประกอบอาหาร จะแบ่งออกเป็นหลายส่วนตามลักษณะของงาน ดังนั้น การจัดผังต้องเป็นไปตามลำดับของการปฏิบัติงานในระบบทางเดียว (One Way System) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของอาหาร โดยต้องเป็นสัดส่วน แยกพื้นที่และอุปกรณ์ที่ใช้ โดยเฉพาะและที่สำคัญต้องมีผู้ควบคุมดูแลในแต่ละกิจกรรมการปฏิบัติงาน
แผนผังการปฏิบัติงานในโรงครัวของศูนย์พักพิงฯ
 
ตรวจรับและแยกประเภทอาหาร
 
        อาหารสด          อาหารแห้ง/เครื่องปรุงรส/ข้าวสาร         อาหารบรรจุกล่องที่ปรุงมาจากที่อื่น
                                                                                        (พร้อมบริโภค)
 
เนื้อสัตว์สด  ผัก,ผลไม้                                                        แยกกล่องมาแล้ว     รวมเป็นถุง
                                                                                                                    แบบอาหาร
                                                                                                                    บิณฑบาตร
 
ล้าง/เตรียม   ล้าง/เตรียม                                                      ระบุประเภท           แยกประเภท
                                                                                         วัน-เวลาที่รับ         และจัดชุดใหม่
                                                                                                                    ระบุประเภท
                                                     เก็บ                                                         วัน-เวลาที่รับ
 
             ปรุง                                                                 ส่งออกและ บริโภคภายใน 24 ชม. หลังรับ
 
จัดบริการอาหาร      บรรจุกล่องเพื่อส่งออก
(บริโภคในสถานที่) แยกข้าว/กับข้าว
                            (ระบุประเภท/วัน/เวลา ที่ผลิต)
 
   ล้างภาชนะ
 
   เก็บภาชนะ         จัดส่งอาหารและบริโภคภายใน 2-4 ชม.
 
          หมายเหตุ : อาหารที่ควรจัดทำ ข้าวสวย ข้าวเหนียว หมู/ไก่/ปลา ทอด กุนเชียง น้ำพริกแห้ง ไข่เค็มหรือไข่ต้มสุก
 
Facebook

   1014 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 11:30


บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยสุชาติ สุขเจริญ
844 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 11:20

          น้ำท่วม ปัญหาอุทกภัย ครอบครัวสุขเจริญประสบมาแล้วเมื่อปี 2549 แต่ที่หนักๆ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ติดตามข้อมูลน้ำท่วมจาก TV และแหล่งข่าวต่างๆ รวมถึงได้ประสานสอบถามสภาวการณ์น้ำท่วมกับ อบต. ในพื้นที่ อยู่ตลอดเวลา แต่โดยสรุปแล้วฟังข่าวจาก จส.100 ดีที่สุด เพราะการดู TV บางช่อง จะต้องเอามาวิเคราะห์ให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนจะเชื่อหรือตัดสินใจ และในทางปฏิบัติที่ประสบจริง ก็เอามาวิเคราะห์ร่วมกับ การปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนที่แท้จริงของ อบต.
          ผมประเมินสถานการณ์น้ำท่วม จากการติดตามข้อมูลข่าวสาร และเอาประสบการณ์เดิมมาวิเคราะห์ แล้วจึงเตรียมกันป้องกันน้ำท่วม โดยเปลี่ยนมาตรการการป้องกันน้ำท่วมจากการใช้กระสอบทรายวางซ้อนกันเพื่อกั้นน้ำ มาเป็นการก่ออิฐบล็อก และก่อให้สูงกว่าเดิม (ปีที่แล้วกั้นน้ำสูงประมาณ อิฐบล็อก 3 ก้อน ปีนี้ เพิ่มเป็น 4 ก้อน) แต่ปีนี้กลับมีปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมาอีก คือราคาอิฐบล็อก และวัสดุก่อสร้าง เพิ่มสูงขึ้น เป็นเท่าตัว เพราะประชาชนแห่กันมากว้านซื้อ เพื่อนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมบ้านตัวเอง ซึ่งปัญหานี้รัฐบาล ควรต้องเพิ่มมาตรการประกันและควบคุมราคาสินค้าให้รัดกุมมากกว่านี้ เพราะถือได้ว่าเป็นการซ้ำเติมประชาชน
          นอกจากการป้องกันน้ำเข้าบ้านแล้ว ยังได้เตรียมการ List รายการของที่จะต้องเก็บขึ้นที่สูง และเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งของ และขนาด จากนั้นก็เริ่มขนของขึ้นชั้น 2 โดยเริ่มจากของใช้จำเป็นขนาดเล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของชิ้นใหญ่ที่ไม่สามารถยกขึ้นชั้น 2 ได้ ก็จะยกขึ้นไปวางไว้บนโต๊ะ หรือเก้าอี้ ในการ ขนของย้ายขึ้นที่สูงปัญหาสำคัญที่พบคือ บันไดบ้าน เพราะบ้านทาวเฮาส์ส่วนมากจะมีส่วนของที่พักบันได จึงทำให้เกิดปัญหาเวลาต้องย้ายของชิ้นใหญ่ๆ ขึ้นชั้น 2 และได้เตรียมการป้องกันส่วนอื่นๆ อีก เช่น ปลั๊กไฟ ที่อยู่ในที่ต่ำ จะนำเอาที่อุดปลั๊กไฟเอาไว้ แล้วติดทับด้วยเทปสันปกหนังสือ การป้องกันน้ำซึมย้อนเข้าตาม ท่อระบายน้ำ จะนำเอาท่อ PVC มาต่อเป็นแนวตั้งให้สูงขึ้น เพื่อไม่ให้น้ำซึมขึ้นมาได้ รวมถึงได้นำเอาผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วนำไปอุดคอห่านห้องน้ำ แล้ววางทับด้วยกระสอบทราย เพื่อป้องกันสิ่งปฏิกูลเอ่อล้นขึ้นมา แต่สุดท้ายก็กั้นไม่อยู่น้ำทะลักเข้าบ้าน ช่วงแรกๆ ก็ยังพออยู่ได้ และยังมาทำงานปกติ แต่เมื่อน้ำเริ่มท่วมเข้ามาภายในบริเวณบ้านชั้นล่าง และเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงตัดสินใจย้ายครอบครัวหนีน้ำ ครั้งที่ 1 นำของใช้จำเป็น เสื้อผ้า ที่ได้เตรียมจัดใส่กระเป๋าไว้แต่แรกใส่รถมาด้วย
          พาครอบครัวหนีน้ำมาพักยัง บ้านป้ายาย รีสอร์ท (บ้านของพี่สุวรรณา ธรรมร่มดี อดีตนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ ของสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ) ได้อาศัยบ้านป้ายายหนีภัยน้องน้ำครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 เพราะปี 2549 ก็หนีน้ำไปพักที่บ้านป้ายายเหมือนกัน ระหว่างที่พักอยู่ที่บ้านป้ายาย จะกลับไป ดูบ้านทุกวัน ช่วงเช้ามืด คอยสูบน้ำออกจากบ้าน แล้วจึงมาทำงาน ทำอย่างนี้จนไม่สามารถเดินทางเข้าไป ที่บ้านได้ เพราะระดับน้ำสูงขึ้นจนรถยนต์ไม่สามารถแล่นผ่านได้ จึงเปลี่ยนวิธีเป็นกลับไปดูบ้าน 3 วันครั้ง โดยอาศัยเสื้อชูชีพที่ขอยืมจากกลุ่มพัฒนาระบบเฝ้าระวังฯ และฝ่าน้ำเข้าไป น้ำสูงขึ้นจนถึงคอ
          คืนหนึ่งที่บ้านป้ายาย ประมาณเที่ยงคืน ภรรยาก็ปลุกผมจากการนอนหลับเพราะได้ยินเสียงรถ วิ่งผ่านบ้าน ผนวกกับเสียงคลื่นซัด คาดว่าน้ำจะท่วมอีกแล้ว โอ้โฮ ตกใจสุดขีด อะไรกันเนี่ย น้ำท่วม เต็มบ้านเลย อีกนิดเดียวจะท่วมรถแล้ว รีบเก็บของเท่าที่จะทำได้ใส่รถ พร้อมพาภรรยาและลูก ฝ่าน้ำออกมาตอนเที่ยงคืน พอมาถึงถนนใหญ่หันไปอีกที น้ำท่วมจนไม่มีที่ให้รถวิ่งซะแล้ว และนี่ก็คือสาเหตุของการย้าย ครั้งที่ 2 แต่ย้ายครั้งนี้สาหัสกว่าครั้งที่ 1 เพราะออกมาตอนดึก และต้องนึกถึงความสะดวกแก่การมาทำงาน ลูกและภรรยา ตระเวนหาที่พักอยู่นาน โรงแรมที่ไหนก็เต็ม (เต็มเพราะผู้ประสบภัยทั้งนั้น) สุดท้ายมาได้ที่ ปาร์ คอิน โฮเต็ล (โรงแรมม่านรูด) ขอนอนแค่คืนเดียว
          เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกจากที่พัก มาทำงานปกติ และสายๆ ก็เดินทางกลับไปที่บ้านป้ายาย เพื่อจะไปดูสถานการณ์น้ำ และเก็บข้าวของบางอย่าง เพราะตอนหนีน้ำออกมาเก็บไม่ทัน ตอนเข้าไปในบ้านรถยังสามารถแล่นเข้าไปได้ แต่พอตอนจะกลับปัญหาที่พบคือน้ำท่วมรถ ออกไม่ได้ และทำให้รถเสีย จึงต้องจ้าง คนมาลากรถและซ่อมรถจนเสร็จ ระหว่างนั้นก็ประสานมายังที่สำนักฯ ก็ได้รับการดูแลอย่างดี โดยทางสำนักฯ ได้จัดที่พักไว้ให้สำหรับครอบครัว ระหว่างนั้นก็ยังมีอีกครอบครัวที่เดือนร้อนคือ ครอบครัว พี่จำปี ซึ่งลำบากกว่าเรามาก ไม่มีรถ มีคนป่วย จึงโทรศัพท์ประสานพี่จำปี ทราบว่า จะมีรถของทหารไปรับ แต่รอมาตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ออกจากบ้านเลย จึงได้ตัดสินใจชวนให้พี่จำปี พาครอบครัวฝ่าน้ำออกจากหมู่บ้าน มารอที่ถนนใหญ่ แล้วจะไปรับครอบครัวพี่จำปีมาพักที่สำนักฯ เหมือนกัน แต่ด้วยปัญหาน้ำท่วมเต็มพื้นที่ จึงทำให้การเดินทางลำบากมาก รถติด และต้องใช้เส้นทางเดินที่อ้อมกว่าเดิม กว่าจะไปรับครอบครัวพี่จำปี ได้ก็เย็น หลังจากนั้นก็พากันเดินทางมายังสำนักฯ ผมได้แจ้งกับพี่จำปีว่า ทางสำนักฯ จัดที่พักไว้ให้ แต่ผม และครอบครัว คงจะไม่มาพักที่สำนักฯ เพราะมีภาระครอบครัว และคำนึงถึงความสะดวก รวมถึงผมยังมีน้องสาวที่ป่วยอีก 1 คน ที่ต้องรับผิดชอบดูแล ซึ่งพี่จำปีก็แจ้งความประสงค์ว่าจะไม่พักเช่นกัน เนื่องจาก มีคนป่วยและไม่สะดวก เมื่อดินทางมาถึงสำนักฯ พบว่า มีคุณภาคภูมิ องค์สุริยานนท์ คุณนัยนา ใช้เทียมวงศ์ และคุณนัยนา หาญวโรดม รอรับอยู่ (ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ดูแลเราเป็นอย่างดี) เมื่อแจ้งความจำนงเรียบร้อย ก็จะเดินทางไปยังที่พักแห่งใหม่ พอดีสามีพี่จำปี มีบาดแผลจะต้องทำความสะอาด และปิดแผลให้เรียบร้อย จึงช่วยกันทำแผลให้จนเสร็จ แล้วจึงแยกย้ายกันกลับที่พัก
          ครั้งนี้ได้พาครอบครัวย้ายมาอยู่อาพาร์ทเม้นต์ แถวซอยเรวดี พักอยู่ที่นี่ประมาณ 1 เดือน ระหว่าง 1 เดือนที่พักที่ซอยเรวดี ก็มาทำงานปกติ แล้วก็กลับไปดูบ้านทั้งบ้านป้ายาย และที่บ้านของผม เสมอๆ จนกระทั่งระดับน้ำเริ่มลดลง ก็เตรียมการหลายๆ อย่าง ทั้งเตรียมการเรื่องการล้างบ้าน การจัดการเฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ เมื่อระดับน้ำลดลงจนหมู่บ้านมณียาแห้ง (บ้านป้ายาย) ผมและครอบครัวก็ได้ฤกษ์ย้ายครั้งที่ 3 ย้ายกลับไปพักที่บ้านป้ายายอีกครั้งหนึ่ง
          กลับมาบ้านป้ายายครั้งนี้ เมื่อระดับน้ำลดลง ก็จะพบร่องรอยความเสียหายของบ้าน ข้าวของล้ม ผ้าม่านหลุดลุ่ย และมีเครื่องใช้บางอย่างลอยน้ำ แต่ไม่ได้ลอยไปไหน ลอยไปลอยมาอยู่ในรั้วบ้าน ก็จัดเก็บ ให้เข้าที่และทำความสะอาดบ้าน และระหว่างที่กลับมาพักอยู่ที่บ้านป้ายาย ก็เดินทางกลับไปดูระดับน้ำที่บ้านเป็นระยะๆ ประกอบกับการต้องไปดูแลน้องสาวที่โรงพยาบาลทุกวัน เมื่อระดับน้ำที่บ้านผมลดลงจนแห้ง ก็ได้ฤกษ์ย้ายครั้งที่ 4 (ย้ายครั้งสุดท้ายของปีนี้)
          การย้ายครั้งสุดท้ายกลับบ้าน ก็พบแต่ร่องรอยความเสียหาย ชั้นล่างของบ้านต้องทิ้งเฟอร์นิเจอร์ เกือบทั้งหมด ล้างและทำความสะอาด โดยใช้องค์ความรู้ด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมเต็มที่ ทั้งเรื่องของการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ การเตรียมน้ำยา/สารเคมีทำความสะอาดบ้าน และการเตรียมการป้องกันตัวเอง ให้ปลอดภัยจากสารเคมี จนถึงปัจจุบันชีวิตก็ดำเนินอยู่ได้อย่างเป็นปกติ
          บทเรียนที่ได้รับจากอุทกภัยครั้งนี้ พบว่า
          1. การตัดสินใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งผมเลือกที่จะตัดสินใจโดยคำนึงถึงความสะดวก และ ความปลอดภัยของครอบครัวเป็นสำคัญ โดยเฉพาะภรรยาและลูก
          2. ในภาวะฉุกเฉิน รถยนต์ เป็นพานะสำคัญและจำเป็นที่สุด จึงต้องพยายามให้มีรถยนต์อยู่กับเรา ไม่นำรถไปฝากหรือไว้ที่อื่น นอกจากจะมีรถมากกว่า 1 คัน ก็ให้เลือกเฉพาะรถยนต์ที่ใช้ประโยชน์ ได้มาก และเหมาะสมกับสถานการณ์ไว้กับเรา ที่เหลือให้นำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
          3. ไฟฟ้าในบ้าน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญต่อชีวิต และทรัพย์สินภายในบ้าน ดังนั้นเพื่อป้องกัน การเกิดปัญหาจากไฟฟ้า ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปพักที่อื่น ต้องตัดไฟให้เรียบร้อยก่อน
          4. การป้องกันสัตว์มีพิษ และขโมย ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรคำนึงถึง ถ้าเราจำเป็นต้องทิ้งบ้านไปนาน ไม่ควรเก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ในบ้าน และควรปิดช่องโหว่ภายในบ้านให้มิดชิด เพื่อไม่ให้สัตว์มีพิษเล็ดรอดเข้าไปในบ้านได้
          5. ในการทำความสะอาดบ้าน (Cleaning) ควรต้องมีการวางแผน และแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการ และจัดเก็บสิ่งของได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และสะอาด
          6. แก๊ส หรืออากาศเสียภายในบ้าน เป็นอีกเรื่องที่ต้องคำนึงถึง ดังนั้น ก่อนออกจากบ้านไปพักที่อื่นเป็นเวลานาน ควรเปิดหน้าต่างทิ้งไว้บ้าง เพื่อเป็นการระบายอากาศ ไม่ทำให้เกิดแก๊ส และจะ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาเชื้อราสะสมตามฝาผนัง ฝ้าเพดาน และที่อื่นๆ
          7. การเตรียมการเพื่อรองรับภาวะวิกฤติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ต้องมีสติ เตรียมการอย่างมีแผนและ มีระบบ
          8. สภาพจิตใจของคนในครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ดังนั้น เมื่อประสบปัญหาต้องช่วยกันคิด และดูแลสภาพจิตใจซึ่งกันและกัน
          9. ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ต้องช่วยกันป้องกัน ทุกอย่างทุกเรื่อง ซึ่งต้องป้องกันทั้งในระดับประเทศ และส่วนตัว ก็ต้องทำกันไปตามบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไร ส่วนไหน ก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
          10. การรับฟังข้อมูลข่าวสาร ต้องรู้จักวิเคราะห์ แยกแยะ และประมวลสถานการณ์ให้เป็น เพื่อไม่ให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด
          การเตรียมการสำหรับปัญหาในอนาคต
          กรณีถ้าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต จะไม่ย้ายหนีไปไหน แต่จะเตรียมการโดยเริ่มตั้งแต่ ขณะปัจจุบัน คือ จะไม่ซื้อเฟอร์นิเจอร์ และวัสดุอุปกรณ์ภายในบ้านที่ขนย้ายยาก จะซื้อแบบที่เก็บพับ และ ขนย้ายง่าย ประหยัดเนื้อที่ในการเก็บ และเตรียมการรองรับสถานการณ์น้ำที่คาดว่าจะมีระดับน้ำที่สูงขึ้นกว่า ปีนี้ โดยประเมินจากสถานการณ์น้ำในจังหวัดนครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดต้นน้ำอื่นๆ และ จะทำการป้องกันด้วยวิธีการที่ดีและเหมาะสมในระดับความสูงที่เกินกว่าระดับความสูงของน้ำในปีนี้
 
Facebook

   844 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 11:20


บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยจิรพรรณ พรหมลิขิตชัย
1027 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 11:16

          ก่อนที่ตนเองจะประสบอุทกภัย นั้นคาดการณ์ว่าที่บ้านตนเองน้ำจะไม่ท่วม เพราะหมู่บ้านเมืองเอก เป็นพื้นที่ที่ไม่เคยประสบปัญหาอุทกภัย และคิดว่าจะรับน้ำไหว (เอาอยู่) ก็ติดตามข้อมูล/ข่าวสาร เรื่องอุทกภัยจากสื่อต่างๆ ทั้งจาก TV วิทยุ หนังสือพิมพ์ และ Website ต่างๆ และยังร่วมเป็นคณะทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะแรกๆ ที่กรมอนามัย ส่งทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมไปตามจังหวัดต่างๆ ที่ประสบอุทกภัย เช่น ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี เป็นต้น
          ยังติดตามข่าวสารอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะจาก Facebook ของหมู่บ้านเมืองเอก และมหาวิทยาลัยรังสิต ก็ยังใจเย็นและไปช่วยคณะกรรมการหมู่บ้านเมืองเอก และมหาวิทยาลัยรังสิต ทำกระสอบทราย และสนับสนุนอาหารสำหรับอาสาสมัคร ซึ่งเป็นการเตรียมการรองรับน้ำท่วม ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 ข่าวทาง TV ได้แจ้งว่า จังหวัดนครสวรรค์ และนิคมอุสาหกรรมต่างๆ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่สามารถรองรับน้ำไหว และน้ำเริ่มท่วมแล้ว ก็เริ่มตั้งสติและเตรียมการป้องกันบ้านตนเอง ด้วยการเก็บของขึ้นชั้น 2 ซึ่งมีลูกสาว 2 คน ช่วยเก็บของที่สามารถยกไหว แต่ก็ยังคาดการณ์ว่า ถ้าน้ำจะท่วม ที่บ้านคงท่วม แค่ประมาณ 20 ซม.หรือแค่หัวเข่า เพราะพื้นที่บ้านนั้นสูงจากถนน
          รัฐบาลเริ่มตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) และมีการให้ข้อมูล (ข่าว) ผ่านสื่อต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งตนเองก็คิดว่า ข้อมูลที่ได้รับนั้นเชื่อถือได้ ถูกต้อง ก็เชื่อและติดตามข่าวอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายข้อมูลที่เราได้รับนั้นก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด ทำให้เราคาดการณ์ผิดพลาด
          กลางเดือนตุลาคม 2554 เป็นช่วงที่เครียดมาก เนื่องจากทราบข่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมนวนคร อาจจะถูกน้ำท่วม และถนนพหลโยธิน ช่วงวังน้อยอาจถูกตัดขาด และอาจมีปัญหาในการเดินทางออกจาก เมืองเอก (ซึ่งตอนนั้นยังคิดว่าเมืองเอกน้ำคงไม่ท่วม) ประกอบกับได้รับโทรศัพท์เตือน สอบถามข่าว จากญาติๆ และเพื่อนๆ อยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดที่บ้านสามีได้โทรศัพท์มาบอกให้ย้ายลูกๆ ไปอยู่ที่สระบุรีด่วน (ขณะนั้น สามีต้องไปปฏิบัติงาน ที่ต่างประเทศ และถ้าไม่ตัดสินใจพาลูกไปอยู่ในที่ปลอดภัย จะทำให้เกิดความกังวล) จึงตัดสินใจพาลูกๆย้ายไปสระบุรี โดยได้เก็บของใช้จำเป็น เสื้อผ้า จัดเตรียมอาหาร น้ำ และอุปกรณ์ที่จำเป็นในภาวะฉุกเฉิน เช่น ฆ้อน เสื้อชูชีพ โฟม (ลอยน้ำ) ใส่รถ เพื่อจะพาลูกเดินทางไปสระบุรี (ความคิดในขณะนั้น สับสนและเหมือนจะไม่มีสติ จึงคิดเตรียมอุปกรณ์ และสิ่งของต่างๆ เลียนแบบภาพยนตร์)
          การเดินทางจากหมู่บ้านเมืองเอก ไปจังหวัดสระบุรี ไม่ได้ง่ายและสะดวกเหมือนเวลาปกติ ต้องขับรถอ้อมไปอ้อมมา จึงใช้เวลาในการเดินทางนานมาก รถติดมาก ระหว่างทางบางช่วงก็กลัว และต้องตั้งสติ ใช้สมาธิมาก เพราะเริ่มเห็นน้ำท่วมในบางช่วงของการเดินทาง และก็ถือว่าโชคดีมากที่ตัดสินใจออกจากบ้านมาในวันนั้น เพราะปรากฏว่า เมื่อออกจากมาแล้วในอีกวันต่อมา นิคมอุตสาหกรรมนวนครแตก และเส้นทาง ไปสระบุรีตรงแถววังน้อยถูกตัดขาด อีกไม่นานน้ำได้เอ่อท่วมหมู่บ้านเมืองเอก สูงมากประมาณ 2 เมตรครึ่ง ถึง 4 เมตร
          ระหว่างที่พักอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ก็ได้ติดตามข่าวอยู่ตลอด และได้เห็นภาพปัญหา และการจัดการปัญหาอุทกภัย ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่บางครั้งไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ จึงทำให้เกิดการต่อต้าน จากมวลชน อันนำมาสู่การประท้วง ปิดถนน พังทำนบกั้นน้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนนี้เองที่มองว่า ภาครัฐ (รัฐบาล และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง) ต้องมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากกว่านี้ และสามารถบริหารจัดการมวลชนได้ จึงจะไม่ส่งผลต่อปัญหาอย่างที่ผ่านมา
          เวลาผ่านไปเกือบ 1 เดือน ก็ตัดสินใจหาทางกลับมาทำงาน โดยได้มาพักอยู่ที่สำนักฯ (ศูนย์พักพิงสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ) และมาช่วยกันทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย
          เมื่อทราบข่าวว่า ระดับน้ำที่หมูบ้านเมืองเอก เริ่มลดลง จึงตัดสินใจว่าจะกลับเข้าไปดูบ้าน ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ได้จัดเตรียมเรือ และสิ่งของจำเป็นบางอย่างไปด้วย ตอนที่เดินทางเข้าบ้านนั้น ไม่มั่นใจในระบบไฟฟ้าในบ้าน กลัวว่าจะมีไฟรั่ว และระดับน้ำในบ้านยังสูง ประมาณ 1 เมตร จึงไม่สามารถเข้าไป ในตัวบ้านได้ (ได้แต่มองสภาพบ้าน ถ่ายรูป แล้วก็เดินทางกลับ) มาถึงตอนนี้ทำให้รู้ว่า ถ้าเรารู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เชื่อสื่อใดสื่อหนึ่งเพียงด้านเดียว และนำข้อมูลจากสื่อต่างๆมาประมวล วิเคราะห์อย่างรอบคอบ ก็จะ ทำให้เราสามารถเตรียมการป้องกันได้ทัน และไม่ประสบปัญหาเช่นนี้
          การเตรียมการสำหรับการเดินทางเข้าบ้านรอบที่ 2 คือ 2 วันต่อจากนั้น ได้เตรียมการนำ EM ไปราด ในน้ำที่ท่วมขังในบริเวณบ้านและเปิดหน้าต่าง ประตูบ้านเพื่อระบายอากาศ เมื่อไปถึงพบว่า ระดับน้ำได้ลดลงบ้างเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ได้เข้าไปสำรวจสภาพความเสียหายภายในบ้าน พบปัญหาตั้งแต่ประตูบ้าน ฝ้าเพดาน ผนังบ้าน และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน ปัญหาใหญ่ๆ พบคือ พบเชื้อราทั่วไปภายในบ้าน และอากาศภายในบ้านมีลักษณะเป็นแก๊สสะสม เนื่องจากเราไม่ได้เปิดหน้าต่างสำหรับระบายอากาศเป็นเวลานาน เนื่องจากกลัวโจรจะมาขโมยของในบ้าน ช่วงที่ไม่มีเจ้าของบ้านอยู่ ก่อนออกจากบ้านจึงได้เปิดหน้าต่าง เพื่อระบายอากาศ และไม่ลืมที่จะแจ้งตำรวจว่า ที่บ้านไม่มีใครอยู่ และถ้ามีบุคคลใดเข้ามาในบ้านแสดงว่า เป็นขโมย
          สัปดาห์ต่อมาน้ำลดจนสามารถเข้าไปในบ้านได้อย่างสะดวก ก็เริ่มต้องเข้าไปปรับปรุงสภาพบ้าน เมื่อสำรวจความเสียหายภายในบ้านไปทั่ว รู้สึกเสียใจและเสียดายของเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังดีใจที่ต้นไม้ ที่ปลูกมาตั้ง 20 ปีแล้วและรักมากยังอยู่ เช่น พิกุล ปีบ มะม่วงสามฤดู ส่วนมะนาว กับมะกรูด ตายแล้ว และก็เริ่มปรับปรุงสภาพบ้านโดยจ้างบริษัทรับทำความสะอาดบ้านมาดำเนินการ เนื่องจากบ้านเสียหายเยอะ และต้องทิ้งเฟอร์นิเจอร์หลายอย่าง
          บทเรียนที่ได้รับจากอุทกภัยครั้งนี้ ได้แก่
          1. การเชื่อหรือรับข้อมูลข่าวสารทางเดียว อาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจได้ ดังนั้น เราควรศึกษาข้อมูลข่าวสารจากหลายๆ แหล่งข้อมูล แล้วนำมาวิเคราะห์ ประมวล หาข้อเท็จจริง เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม และไม่ตัดสินใจผิดพลาด
          2. ภาครัฐ (รัฐบาล และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง) ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลทั้งข้อมูลของรัฐและนักวิชาการ และต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ไปในทิศทางเดียวกัน แล้วค่อยแจ้งให้ประชาชนได้ทราบอย่างรวดเร็ว และต้องสามารถบริหารจัดการปัญหามวลชนได้เป็นอย่างดี
          3. เมื่อเกิดปัญหาหรือประสบภาวะวิกฤตต่างๆ ต้องเป็นผู้มีสติ จะได้จัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสม
          4. การเตรียมตัวเพื่อรองรับอุทกภัย ควร List รายการของที่จะต้องเก็บขึ้นที่สูง เรียงตามลำดับความสำคัญและขนาดของสิ่งของนั้นๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อจะได้ไม่ลำบากเวลาขนย้าย
          5. การตัดสินใจที่เด็ดขาด เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องเป็นผู้ที่เลือกตัดสินใจกระทำในสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และที่สำคัญถ้าเป็นไปได้ควรต้องมีการจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้พบ เพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับครั้งต่อๆ ไป
          6. อย่าชะล่าใจทิ้งทรัพย์สินของมีค่าไว้ในบ้าน หรือเปิดประตู/หน้าต่างบ้านไปเมื่อไม่มีใครอาศัย อยู่ในบ้าน เพราะจะมีมิจฉาชีพที่คอยฉกฉวยโอกาสในเวลาที่เจ้าของบ้านไม่อยู่
          7. ต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลา เพื่อการเตรียมการแก้ปัญหาในอนาคต
          8. ในกรณีฉุกเฉิน จะต้องศึกษาเส้นทางการเดินทางไปยังจุดหมายที่จะไปให้ดี และหาเส้นทางสำรอง กรณีที่ไม่สามารถเดินทางในเส้นทางที่จะไปได้
          การเตรียมการในอนาคต ถ้าจะต้องรับมือกับปัญหาอุทกภัยอีกครั้ง คือจะต้องคอยสังเกต และติดตามข่าวน้ำท่วม ถ้าน้ำท่วมนครสวรรค์เมื่อไหร่ จะเก็บของขึ้นที่สูง แล้วย้ายไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยทันที
         
Facebook

   1027 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 11:16


บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยเพลินจิตต์ คร้ามทิม
776 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 11:13

          ในระยะแรก รับทราบสถานการณ์น้ำท่วมจากข่าวทาง TV และที่คนเขาพูดกัน ก็คิดว่าบ้านตัวเอง น้ำท่วมไม่ถึงหรอก มันสูงและมันไม่เคยมีประวัติน้ำท่วม จึงไม่คิดที่จะทำอะไรมาก ต่อมาประมาณ 1 สัปดาห์ ยังเดินทางมาทำงานทุกวัน แต่เริ่มต้องเปลี่ยนเส้นทาง ไปเรื่อยๆ เนื่องจากเส้นทางเดิมที่เคยมาทำงานน้ำท่วม
         จนเมื่อได้ดูข่าวน้ำท่วมหนักที่จังหวัดนครสวรรค์ จึงคิดว่าบ้านเราคงต้องท่วมแน่นอนแล้ว จึงได้เตรียมการโดยการก่อนอิฐบล็อกกันน้ำเข้าบ้าน ไว้สูงจนคาดว่าน่าจะรับมืออยู่ และเก็บของขึ้นบนโต๊ะ เก้าอี้ (เนื่องจากเป็นบ้านชั้นเดียว) หลังจากเตรียมการประมาณ 2 วัน ตอนกลางคืนน้ำก็เริ่มเข้ามาถึง ภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งวัน น้ำก็ท่วมเต็มรอบตัวบ้าน ก็ยังใจเย็นแค่เตรียมเก็บของหนีให้สูงขึ้นกว่าเดิม และเตรียมเก็บข้าวของบางอย่างที่เป็นของใช้จำเป็นใส่กระเป๋า เผื่อว่าจะต้องย้ายหนีน้ำ น้ำเริ่มซึมเข้าทางครัวและ ห้องใต้ดินที่มีไว้สำหรับกักเก็บน้ำใช้ ก็ยังเฝ้าระวัง คอยดูน้ำ และอุดรอยรั่วต่างๆ เป็นระยะๆ
          ช่วงวันหยุด 5 วัน เป็นวันเสาร์ ตอนกลางคืน น้ำสูงถึง 40 ซม. ตัดสินใจโทรหา ผอ. เพื่อจะมาขอพัก ที่สำนักฯ เนื่องจากคาดการณ์ว่าน้ำต้องท่วมแน่นอนแล้ว และถ้าไม่ย้ายจะมาทำงานไม่ได้ เดินทางไม่ได้
          วันอาทิตย์ 23 ตุลาคม 2554 เดินทางออกจากบ้านโดยการต่อแพหยวกกล้วย เพื่อเอาสัมภาระ วางบนแพ ลากเอาออกมาที่ถนน (ใส่รถ) และพาภรรยา และลูก ออกมาโดยการให้นั่งโฟมลอยน้ำ ตนเอง เป็นคนลากออกมา ซึ่งได้โทรประสานคุณภาคภูมิ และได้รับการต้อนรับอย่างดี โดยได้จัดเตรียมห้องพัก ให้สำหรับครอบครัว (ห้องผู้เชี่ยวชาญฯ) แต่ในการเดินทางจากบ้านมายังกระทรวงฯ ไม่ง่ายอย่างที่เคยมา เพราะน้ำท่วมหมด จึงต้องเดินทางอ้อมไปทางบางเลน นครปฐม กว่าจะมาถึงกระทรวงฯ ใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมง โดย 2 วันหลังจากนั้น น้ำก็เริ่มท่วมสูงขึ้นจนเข้าไปในบ้าน ซึ่งขณะนั้นจะมีพ่อ แม่ น้องๆ ที่ไม่ได้ ย้ายออกมาช่วยคอยดูแลบ้านและสุนัขที่เลี้ยงไว้ ให้เป็นอย่างดี และจากวันนั้นก็ได้ร่วมช่วยงานของสำนักฯ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ทุกวัน ไม่มีวันหยุด ซึ่งในระหว่างที่น้ำท่วมก็ติดต่อทางบ้าน โดยการโทรศัพท์สอบถามสถานการณ์ตลอดเวลา
          วันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 ดูข่าวจาก TV มีประกาศว่าถนนที่เดินทางกลับบ้าน สามารถเดินทาง ได้แล้ว จึงตัดสินใจเดินทางกลับไปดูบ้านอีกครั้งในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2554 ความรู้สึกลุ้นตลอดเวลา ที่เดินทางกลับบ้าน เนื่องจาก 2 ข้างทางมีน้ำท่วมสูง ลุ้นตลอดเวลาว่ารถจะผ่านไปได้หรือเปล่า และเมื่อ ไปถึงบ้านก็เห็นว่า ปริมาณน้ำได้ลดลงจากเดิมอีกพอประมาณ จนบ้านของพ่อกับแม่นั้นสามารถนำรถ เข้าไปจอดได้แล้ว ส่วนบ้านตัวเองน้ำยังลดลงไม่มาก แต่ก็พอมองเห็นพื้นบ้านแล้ว ช่วงบ่ายก็เดินทางกลับกระทรวงฯ และปฏิบัติงานในหน้าที่ของตัวเองต่อไป
          วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม 2554 ตัดสินใจอพยพครอบครัวกลับบ้าน เนื่องจากน้ำในบ้านได้ลดลงจนแห้ง เหลือเพียงภายในครัวที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ส่วนถนนที่จะเดินทางออกจากบ้านมายังถนนใหญ่นั้นน้ำยังท่วมสูงอยู่ ต้องเดินทางโดยเรือ ประกอบกับลูกๆ ต้องไปโรงเรียนในวันที่ 6 ธันวาคม 2554 และก็ได้ลางาน ไปทำความสะอาดบ้าน ตามความรู้ที่มีอยู่ ด้วยการขัดบ้าน เปิดหน้าต่าง ประตู เพื่อให้ลมเข้าและให้อากาศระบายดี ส่วนข้าวของเครื่องใช้ไม่ค่อยเสียหายเท่าไหร่ เพราะก่อนที่จะหนีน้ำออกจากบ้านยกของขึ้นที่สูง ได้พ้นน้ำ และปริมาณน้ำที่ท่วมขังในบ้านไม่สูงมากนัก
          ปัจจุบัน กลับไปอยู่ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องเดินทางโดยเรือออกจากบ้านมายังถนนหรือ ที่จอดรถ แล้วจึงไปส่งลูกที่โรงเรียน และมาทำงาน ชีวิตดำเนินไปอย่างเป็นปกติ สบายๆ ไม่เครียด เพราะคิดว่า มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ
          สิ่งที่ได้จากอุทกภัยคราวนี้ คิดว่าตัวเองยังโชคดีกว่าคนอื่นมากมาย จึงยินดีที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ตามกำลังความสามารถที่มี ลูกและภรรยาสามารถนั่งเรือได้จากที่นั่งเรือไม่เป็น ได้นำเอานวัตกรรมดั้งเดิมกลับมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ (แพหยวกกล้วย) แต่จากประสบการณ์ที่ไปทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยทำให้เกือบติดกาแฟ เนื่องจากเค้ามีกาแฟฟรีมาตั้งแจกในบริเวณศูนย์พักพิง จากที่ไม่เคยกินกาแฟ กลิ่นมันหอมติดจมูกจนทนไม่ไหวเลยต้องสนองทานให้แก่ผู้มีจิตศรัทธา เพื่อทำให้ทานสมบูรณ์ ผลสุดท้าย ผมเลยติดกาแฟ
          การคาดการณ์ในอนาคต ถ้าจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้นมาอีก จะต้องคอยดูและฟังข่าว ถ้าเมื่อไหร่จังหวัดนครสวรรค์ท่วม ผมก็จะเตรียมการโดยการ ต่อโต๊ะเป็นม้า ลักษณะเหมือนโต๊ะของพวกก่อสร้าง ซึ่งต้องมีความสูงประมาณ 1 เมตรขึ้นไป เตรียมไว้สำหรับยกของใช้ทั้งหลายขึ้นไปวางหนีน้ำ
         
Facebook

   776 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 11:13


บทเรียนที่ไม่มีในตำรา...พบมาจากมหาอุทกภัย ของพาสนา ชมกลิ่น
1370 views/0 ความคิดเห็น 09/ม.ค./55 11:01

          บทเรียนที่ได้รับจากอุทกภัยครั้งนี้ ฉันว่าฉันคงมีมากกว่าคนอื่นมากมาย เพราะเป็นทั้งผู้ประสบภัย แล้วก็เป็นผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่ที่รับผิดชอบ จริงๆ แล้ว ฉันไม่ใช่หนึ่งในทีมวิทยากร ของสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ที่คัดสรรมานำเสนอประสบการณ์หรอก เพราะว่าฉันเป็นผู้ดำเนินการจัดการประชุมเพื่อสรุปบทเรียนและการจัดการความรู้ด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ จากมหาอุทกภัย 54 แต่ก็อยากจะเล่าประสบการณ์ให้ทุกท่านได้ลองอ่านกันดู ประการณ์จากอุทกภัยครั้งนี้ เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ จากเหตุการณ์หรือสภาวการณ์ทั่วๆ ไป บทเรียนลักษณะแบบนี้เคยเกิดกับฉันมาครั้งหนึ่งเมื่อปลายปี 2548 ไปจนถึงช่วงต้นปี 2549 จากเหตุการณ์สึนามิ (ธรณีพิบัติภัย) แต่ลักษณะกิจกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสภาพการณ์ และหน้าที่รับผิดชอบ ในที่นี้ฉันจะขอเล่าเรื่องเฉพาะเหตุการณ์มหาอุทกภัย 54 ดังต่อไปนี้
          กลางเดือนกันยายน 2554 ภาพข่าวจากสื่อต่างๆ ได้นำเสนอ เหตุการณ์ที่ประเทศไทยมีฝนตกหนักและมีน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ เฝ้าเสพข่าวมาโดยตลอด แต่ส่วนมากฉันจะชอบดูข่าวของ ช่อง 9 อสมท. และ Thai PBS เพราะคิดว่านำเสนอข่าวที่ค่อนข้างเป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง สภาวะทางจิตของฉันเริ่มเพิ่มมากขึ้น เพราะเสพข่าวมากเกินไป สงสารคนไทยที่ประสบปัญหา กลัวว่าเหตุการณ์นี้จะลุกลาม มายังบ้านตัวเอง ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไม่เหมาะสม ไม่ทันท่วงที และแล้วฉันก็ต้องกลายเป็นผู้ประสบภัยซะเอง เมื่อทราบข่าว จากน้าชายว่า บ้านที่บางปะอิน (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) น้ำท่วมมากขึ้นจนเดินทางด้วยรถขนาดเล็กไม่ได้ โอว....พระเจ้า มันเสียหายนะ บ้านพักอาศัยของครอบครัวฉัน 2 หลังไม่เท่าไหร่ แต่บ้านเช้า/ห้องเช่า ทั้งหมด ประมาณเกือบ 40 ห้องล่ะ คนเช่าจะไปอยู่ที่ไหน เราจะเสียหายเท่าไหร่
          เครียดอันดับที่ 1 ผ่านไป ฉันก็ยังใช้ชีวิตเป็นปกติอยู่ ยังออกจากบ้าน เดินทางไปทำงานปกติ แต่เหตุการณ์ฝนตก น้ำท่วม เริ่มทำให้ฉันสั่งสมประสบการณ์เพิ่มขึ้น ในเรื่องการขับรถ (ลืมบอกไปว่าฉันเพิ่ง ขับรถมาทำงานได้ไม่นาน) ฉันเริ่มต้องขับรถในช่วงฝนตกหนัก น้ำท่วมถนน แล้วก็ขับรถตอนกลางคืน จนเรียกได้ว่า คล่องเลย มันทำให้ฉันต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น รู้จักสังเกตไปรอบๆ ระหว่างการขับรถ
          ปลายเดือนกันยายน จนถึงสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม 2554 ที่กรมอนามัยเริ่มตื่นตัวกับเหตุการณ์น้ำท่วม มีการเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อวางแผนการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ก็ส่งคุณนัยนา ใช้เทียมวงศ์ (พี่แป้ม) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานเฝ้าระวังสุขาภิบาลอาหารและน้ำในภาวะวิกฤติ เข้าร่วมประชุม ฉันก็เริ่มมีรางสังหรณ์ แล้วละว่า สงสัยมันจะต้องเป็นฉันแน่ๆ เลยงานนี้ (คิดในใจ) คอยติดตามสอบถามพี่ๆ ตลอดเวลา ว่าเราต้องดำเนินการอะไรบ้าง และทำอย่างไร จะได้ช่วยกันทำงานให้สำเร็จไป
          วันที่ 5 ตุลาคม 2554 เป็นวันที่สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม เชิญผู้บริหาร นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง ของหน่วยงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของกรมอนามัย เข้าร่วมประชุมเพื่อจัดทีมฉุกเฉิน ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลาง (SRRT) โดยเน้นไปที่เจ้าหน้าที่เพศชาย ผอ.สุรีย์ เป็นคนเดินบอกให้ผู้เกี่ยวข้อง ทุกคนเข้าร่วมประชุม (เรียกเองรายตัวเลย) ส่วนฉัน พี่นก (จิรพรรณ พรหมลิขิตชัย) ต๊ะ (ภาณุพงศ์ องคะกาศ) เป็นผู้ที่ต้องเข้าร่วมประชุมโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเราอยู่กลุ่มพัฒนาระบบเฝ้าระวังสุขาภิบาลอาหารและน้ำ (ทีมงานเดียวกับพี่แป้ม) ในที่ประชุมจัดทีมและระบุหน้าที่/ภารกิจการออกปฏิบัติงานในวันที่ 6 ตุลาคม 2554 โดยแบ่งทีมทำงานออกเป็น 8 ทีม แต่ละทีมจะมีเจ้าหน้าที่ของสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ และกองประเมินผลกระทบฯ ร่วมปฏิบัติงาน ถึงตอนนี้ฉันก็ได้เห็นว่า มีคนบางคนเริ่มปฏิเสธการทำงาน โดยมีข้ออ้างสารพัด และก็ได้เห็นรูปแบบการตัดสินใจของผู้บริหารที่ชัดเจน คือผู้อำนวยการสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม (ผอ.พิษณุ แสนประเสริฐ) ซึ่งระบุชัดในที่ประชุมเลยว่า ถ้าท่านใดไม่พร้อมให้ตัดชื่อ ออกจากทีมคณะทำงานเลย เพราะจะได้รู้ว่าจะต้องหาใครทดแทน และบริหารจัดการอย่างไรต่อไป การประชุมวันนี้จบลงที่การแบ่งทีม และหน้าที่รับผิดชอบ ฉันกับพี่นก น่าจะเป็นผู้หญิงเพียง 2 คน ที่ร่วมอยู่ในทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาวะฉุกเฉิน เราไม่ทราบว่า วันพรุ่งนี้เราจะพบกับเหตุการณ์อะไร อย่างไร (ไปตายเอาดาบหน้า) เสร็จจากการประชุมทุกคนที่เกี่ยวข้อง ก็ได้เริ่มตระเตรียมอุปกรณ์ และเครื่องอำนวยความสะดวก รวมถึงนัดเวลาการออกเดินทาง
  วันที่ 6 ตุลาคม 2554 ประมาณ 8.00 น. คณะทำงานแต่ละทีมก็เตรียมตัวที่จะออกเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง โดยมีรองอธิบดีกรมอนามัย (นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา) ผอ.สำนัก และกอง ต่างๆ มาร่วม ปล่อยคาราวานช่วยเหลือผู้ประสบภัยของพวกเรา (สร้างภาพ) งานนี้ก็เป็นเรื่องของการสร้างภาพ เพราะเดี๋ยวนี้พวกเราทราบกันแล้วว่า ภาพถ่ายกิจกรรมการปฏิบัติงานเป็นสิ่งสำคัญที่จะสามารถนำมาใช้เป็นภาพประกอบผลงานของพวกเราได้ แล้วแต่ละทีมก็แยกย้ายกันออกเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ และเพราะทุกทีมต้องเดินทางไปในจังหวัดในพื้นที่ใกล้ๆ กันจึงเลือกที่จะเดินทางผ่านถนนสายเอเชีย ซึ่งเป็นเส้นทางปกติ ที่ใช้สำหรับเดินทางไปจังหวัดภาคกลางและต่อไปถึงภาคเหนือ (พวกเราทราบสถานการณ์คร่าวๆ แค่น้ำท่วมมาถึงอำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) การเดินทางมันไม่ง่ายอย่างที่คิด ทีมของฉันรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดชัยนาท และสิงห์บุรี มีพี่แฉ่ง(นิพนธ์ อ้นแฉ่ง สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม) น้องเอ้ (เจษฎา ผาผง กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ) และพนักงานขับรถยนต์ของสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม รถแล่นไปยังไม่ถึง อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็เริ่มติดและนานๆ จะขยับได้ซักที ใช้เวลาอยู่บานถนนช่วงอำเภอ วังน้อยจะเข้าอำเภอบางปะหัน นานหลายชั่วโมง สุดท้ายหัวหน้าทีมก็ตัดสินใจโทรศัพท์ติดต่อทีมอื่นๆ เพื่อประสานการเดินทางและผลปรากฏว่า ทุกทีมรถติดอยู่บนถนนเช่นเดียวกัน จึงได้ตัดสินใจประสานผู้อำนวยการสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อแจ้งสภาพปัญหา และก็ได้รับคำสั่งให้ทุกทีมเดินทางกลับกรมอนามัย เพื่อวางแผนการดำเนินงานและการเดินทางไปปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันใหม่ในวันรุ่งขึ้น และวัน ต่อๆ ไป แต่การเดินทางกลับมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เราไม่สามารถกลับรถเพื่อเดินทางกลับกรมอนามัยได้ง่าย เหมือนที่เคยเดินทางปกติ น้ำท่วมไปหมดทุกเส้นทาง ถนนหลายสายถูกปิดเนื่องจากน้ำท่วมสูงมาก ต้องหาเส้นทางใหม่ไปเรื่อยๆ ตามทางที่ติดว่าสามารถไปได้ และติดตามข่าวสารจากกรมทางหลวงตลอดเวลา กว่าจะกลับมาถึงกรมอนามัยก็ล่วงเลยไปจนบ่ายสามโมงเย็นกว่าๆ ความลำบากที่เราพบจากการเดินทาง ไปปฏิบัติงานในวันแรกมันบ่งบอกถึงอนาคตที่กำลังจะตามมาในวันข้างหน้า ช่วงเวลาที่รถติดอยู่บนถนน หลายชั่วโมงนั้น พวกเราไม่มีน้ำ และอาหาร รวมถึงสองข้างทางไม่มีห้องสุขา ทีมงานคนอื่นๆ เป็นผู้ชาย ก็สะดวกกว่า ส่วนฉันเป็นผู้หญิงต้องอดทนอดกลั้นจนถึงกรมอนามัยค่ะ          
          วันที่ 7 ตุลาคม 2554 ทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยของกรมอนามัย เริ่มออกทำงานกันอีกครั้ง หลังจาก ที่ได้สอบถามเส้นทางที่จะสามารถเดินทางได้สะดวกเรียบร้อยแล้ว ทีมของฉันมีภารกิจต้องปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชัยนาทและสิงห์บุรี เราเปลี่ยนเส้นทางไปเดินทางอ้อมผ่านถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี แล้วไปตัดออกจังหวัดชัยนาท ไม่น่าเชื่อว่าเส้นทางที่เราไปอยู่ในประเทศไทยเหมือนกับเส้นทางที่เราไปเมื่อวาน ถนนสายที่ รถของเราแล่นผ่านจังหวัดสุพรรณบุรี ไม่มีน้ำเลย ไม่มีล่องรอยของน้ำท่วม ภารกิจสำหรับทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาวะวิกฤติครั้งนี้คือการนำสิ่งสนับสนุนด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ไปสนับสนุนให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสำรวจสถานการณ์ปัญหาอุทกภัย เพื่อประเมินและเตรียมการช่วยเหลือในระยะต่อไป ระหว่างทางก็ได้เห็นเต้นท์อพยพผู้ประสบภัยที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมถนน ที่มีจุดบริการ น้ำดื่ม สุขาเคลื่อนที่ อาหารและสิ่งของบริจาค ที่หน่วยงานต่างๆ นำมาสนับสนุนให้เป็นระยะๆ จนกระทั่งเดินทางถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยนาท ปฏิบัติภารกิจจนเสร็จสิ้นและเดินทางต่อไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี ระหว่างเดินทางก็ได้พบกับปัญหาน้ำท่วมหนัก และไหลแรง จนรถยนต์ขนาดเล็ก ไม่สามารถแล่นผ่านไปได้ ฉันได้เห็นความรู้สึกร่วมในการตัดสินใจของคนในทีม โดยเฉพาะคนขับรถที่ตัดสินใจขับรถฝ่าน้ำ โดยอาศัยรถยนต์ขนาดใหญ่นำทาง และทุกคนจะช่วยกันระวังทางและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จนสามารถผ่านอุปสรรค ณ จุดนั้นมาได้ และเดินทางต่อไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี เราได้ แวะพักทานอาหารกลางวันในร้านอาหารของปั๊มน้ำมันที่อยู่ระหว่างทาง ก็ได้เห็นพฤติกรรมการฉวยโอกาส ของผู้ประกอบการโดยการขึ้นราคาอาหารที่ถือว่าแพงลิบลิ่วกว่าปกติ เช่น ราคาข้าวราดแกงจากปกติที่ปิดป้ายราคาไว้ 25-30 บาท กลับกลายเป็นราคาจานละ 50 บาท เป็นต้น (ป้ายบอกราคามีลักษณะเหมือนเพิ่งพิมพ์ มาติดทับป้ายเก่า) เราเดินทางต่อไปปฏิบัติภารกิจจนเสร็จสิ้น และเดินทางกลับกรมอนามัยในช่วงเย็น ด้วยความปลอดภัย
หลังจากวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ก็ยังเดินทางมาปฏิบัติงานตามปกติ แต่เริ่มมีปัญหาเรื่องการเดินทาง เพราะเส้นทางที่เคยใช้เป็นประจำรถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถผ่านไปได้ (ถนนพระราม 5) เนื่องจาก มีน้ำท่วมสูง ก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปทางถนนจรัลสนิทวงศ์ ผ่านบางพลัด เพื่อมายังกระทรวงสาธารณสุข ปัญหาของฉันคือเรื่องความสามารถในการขับรถยนต์ ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และด้วยเหตุ ที่ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางฉันเลยถือโอกาสรับพี่แป้ม เพื่อมาทำงานพร้อมกันทุกวัน โดยโทรศัพท์นัดเวลา กันล่วงหน้า ในส่วนของงานที่ต้องปฏิบัติ ภารกิจในระยะนี้แทบจะเรียกได้ว่าไม่ต้องทำงานงานประจำหรือ งานอื่น ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นสำคัญ แต่ระหว่างที่ทำงานในหน้าที่ของตัวเองอยู่ฉันก็ยังกังวลเรื่องบ้านและครอบครัว เพราะข่าวที่รับฟังจากสื่อต่างๆ เริ่มบ่งบอกชี้สถานการณ์ปัญหาน้ำท่วม ที่เริ่มจะท่วมถึงพื้นที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีแล้ว โดยน่าจะเข้ามาทางอำเภอบางเลน ผ่านหมู่บ้านสมบัติบุรี เรื่อยมา ซึ่งมันใกล้บ้านของฉันที่หมู่บ้านสิรารมย์ ถนนบ้ายกล้วย-ไทรน้อย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีเข้ามาทุกที ติดตามข่าวสารและประสานกับคนที่มาขอเช่าบ้านตลอดเวลา เพื่อสอบถามความคืบหน้าสถานการณ์ ทางผู้เช่าก็แจ้งกับเรามาว่าตอนนี้ได้ทำที่กั้นน้ำไม่ให้เข้าบ้านเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวล (โอ...สบายใจ) แล้วที่บ้านตลิ่งชันล่ะ (บ้านตลิ่งชันคือบ้านที่พักอาศัยอยู่ในปัจจุบัน) ก็กังวลอีกแล้ว เพราะข่าว ที่ได้รับคือ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร จะเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมหนักมาและท่วมขังนาน ทำอย่างไรดี
การป้องกันปัญหาและการเตรียมการ สำหรับปัญหาน้ำท่วมบ้านตลิ่งชัน ของฉันและครอบครัว เหมือนเราได้แบ่งหน้าที่กันโดยอัตโนมัติ เพราะฉันและทุกคนในครอบครัวจะรู้หน้าที่ตัวเอง และมีหน้าที่รับผิดชอบสำคัญของที่ทำงานกันทุกคน การป้องกันเป็นไปโดยไม่ได้นัดหมาย ในส่วนของฉันก็เตรียมการเรื่องการจัดหาสิ่งของและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะไว้ใช้ในการดูแลครอบครัวในช่วงน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม คลอรีนน้ำ (กรณีที่ต้องรองน้ำเก็บไว้ในตุ่ม) รองเท้าบูท น้าสาว (ครูนก) ก็เตรียมซื้อหาอาหารแห้ง ข้าวสารและน้ำดื่ม จะมีแต่พี่แหม่ม (พี่สาว) ที่ไม่ยอมเตรียมการอะไร เพราะมั่นใจว่าน้ำไม่ท่วม พวกเราเตรียมขนของขึ้น ชั้น 2 ของบ้าน เตรียมเก็บเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นของแม่ใส่กระเป๋า โดยแยกประเภทให้เรียบร้อย จัดแบ่งเป็นกระเป๋าแต่ละใบ รวมถึงเขียนป้ายติดเพื่อบอกประเภทสิ่งของ เรียงไว้อย่างเป็นระบบ (ห้องแม่อยู่ชั้นล่าง) คาดการณ์กันว่า น้ำมาเมื่อไหร่ขนได้ทันที จะมีปัญหาก็แต่เครื่องดนตรีไทยของบ้านนี่แหละที่มีจำนวนมาก ชิ้นใหญ่ และราคาแพง (ที่บ้านมีโรงเรียนสอนดนตรีไทย และมีวงดนตรีไทย) พี่แหม่มก็ไม่ยอมตัดสินใจว่า จะเอายังไง ใครๆ ในบ้านก็ไม่กล้าจัดการ (การตัดสินใจขึ้นอยู่กับคนๆ เดียว) คิดเตรียมการที่จะพาแม่ ไปพักอาศัยชั่วคราวที่บ้านเพชรบุรี แม่ก็ไม่ยอมไป เอ้า...เอาไงเอากัน ถ้าน้ำจะท่วมก็จมด้วยกัน (เกิดความรู้สึกท้อใจกับการเจรจากับคนในครอบครัว ทั้งแม่ และพี่สาว) ระหว่างนี้เป็นช่วงที่รัฐบาลประกาศวันหยุดราชการ 5 วัน ที่บ้านจึงมีครูนก (น้ำท่วมโรงเรียน และศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจนต้องปิดศูนย์ฯ) และน้องแพร อยู่เป็นเพื่อนแม่ จนกระทั่งวันที่น้ำมาจริงๆ น้ำเริ่มท่วมปากซอยเข้าบ้าน ฉันกับพี่แหม่มก็ต้องมาทำงาน การตัดสินใจของคนในครอบครัวเริ่มกันอีกครั้ง โดยตัดสินใจขนของหนีน้ำขึ้นชั้น 2 ของบ้าน คัดเฉพาะ ประเภทเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้จำเป็นขนาดเล็กที่ยกง่าย รวมถึงเครื่องดนตรีไทยชิ้นเล็กๆ จัดเรียงเป็นประเภท มีการติด Label ชัดเจน ส่วนของชิ้นใหญ่ๆ ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ไกลก็ไปซื้อ อิฐมวลเบา (ไม่มีอิฐบล็อกขาย) มาวางรองไว้ ประเภทตู้เย็น ตู้ขนาดใหญ่ และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ส่วนในครัว ก็เก็บของใช้ต่างๆ อุปกรณ์ทำครัว ไว้บนโต๊ะเตรียมปรุง นำเอากระสอบทรายมาอุดตามท่อระบายน้ำเรียบร้อย สิ่งของสำคัญสำหรับครอบครัวและจัดได้ว่าเป็นของมีค่ามาก เพราะเมื่อเราไม่เหลืออะไรเลย เราจะยังเหลือ ของสิ่งนี้ไว้ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ คือเครื่องดนตรีไทย เราตัดสินใจนำเครื่องดนตรีไทย ที่มีขนาดใหญ่ ไปฝากไว้ที่วัดตลิ่งชัน (ได้รับความอนุเคราะห์อย่างดีจากท่านเจ้าอาวาส เนื่องจากที่ผ่านมาครอบครัวเราได้เคยช่วยเหลือเกื้อกูลวัด โดยการหาเงินบริจาคให้กับวัดในการสร้างอุโบสถ เมรุ กำแพงวัด (ที่เก็บกระดูก) และอื่นๆ)
สำหรับการป้องกันปัญหาน้ำท่วม โดยความร่วมมือของชาวบ้านในชุมชน เริ่มจากการรวมเงินกัน ซื้อกระสอบทราย ช่วยกันขนกระสอบทราย (ตามกำลังของแต่ละคน) นำไปทำเป็นกำแพงป้องกันน้ำ ที่บ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้านที่อยู่ติดลำคลองวัดไก่เตี้ย (บ้านน้าสาลี่) ซึ่งมีความกว้างประมาณ 80 ตารางวา และซื้อเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำออกจากท่อระบายน้ำสาธารณะของหมู่บ้าน เพื่อป้องกันน้ำท่วม มาถึงจุดนี้ ฉันละอายใจมากที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนอื่น เพราะต้องทำงาน จะช่วยได้ก็เฉพาะเรื่องเงินสนับสนุนสำหรับซื้อกระสอบทราย และซื้ออาหารและน้ำเลี้ยงทุกๆ ท่านที่เหนื่อยยาก แต่ทุกคนก็บอกว่า ไม่เป็นไร ใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำกันไปตามหน้าที่ตัวเอง คนที่เหลืออยู่ก็ช่วยกันไป แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังได้ช่วยหมู่บ้านด้วยวิธีการของฉัน โดยการนำเอาถุงยังชีพของกรมอนามัยที่ฉันแบกขึ้นรถเมล์กลับไปวันละชุด สองชุด ไปแจกให้กับคนในหมู่บ้าน แล้วก็เดินหยอดคลอรีนหยดทิพย์ ตามตุ่มน้ำของทุกบ้าน (ทำตอนเช้ามืด)
ในช่วงการป้องกันปัญหาน้ำท่วมของครอบครัว และหมู่บ้าน เป็นช่วงที่ฉันไม่สามารถขับรถยนต์ ไปทำงานได้แล้วเพราะน้ำท่วมเกือบทุกเส้นทาง ฉันต้องโดยสารรถเมล์ รถประจำทาง รถทหารและโบกรถ คนอื่นๆ เพื่อเดินทางไปทำงาน ก็ใช้บริการรถต่างๆ ดังที่กล่าวมานั้นประมาณเที่ยวละ 5 ต่อ กว่าจะเดินทาง ถึงกรมอนามัย ที่สำคัญคือฉันไม่ค่อยรู้จักเส้นทางในกรุงเทพฯ ก็หลงบ้าง งงบ้าง ก็จะต้องคอยสอบถามเนวิเกเตอร์ประจำสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ 2 ท่าน เสมอๆ คือพี่แป้ม กับพี่เอ๊ะ (ภาคภูมิ องค์สุริยานนท์)
จากที่กล่าวมาข้างต้น เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ ตั้งแต่เรื่องงการตัดสินใจ การรับฟังข้อมูลข่าวสาร การจัดการและการวางแผน ความสามัคคีของหมู่คณะ(คนในชุมชน) การนำเอาความรู้และประสบการณ์ ที่มีอยู่มาช่วยเหลือผู้อื่น การเตรียมความพร้อม และการเจรจาต่อรอง และที่สำคัญฉันยังได้รู้ว่า ผลของการที่เราได้เคยช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน เราจะได้รับการช่วยเหลือกลับคืนมาในยามที่เราลำบาก
นอกเหนือจากการดูแลตนเอง ครอบครัว ชุมชน และการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาวะฉุกเฉินแล้ว ฉันยังต้องปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่เป็นศูนย์พักพิงต่างๆ ที่เริ่มเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ในระยะ 4-5 วันหลังจากน้ำเอ่อท่วมหนักในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง เช่น ศูนย์พักพิงฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พักพิงฯ ดอนเมือง ศูนย์พักพิงฯ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนา เป็นต้น และยังได้เกิดศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ขึ้นมากอีก ในช่วงวันหยุดราชการ 5 วัน และช่วงต่อจากนั้น ฉันและทีมงานของสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำที่เหลืออยู่ ก็ได้รับมอบหมายให้เข้าดำเนินการในพื้นที่ศูนย์พักพิงฯ ต่างๆ ในบทบาทของนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ และอนามัยสิ่งแวดล้อม ช่วงที่เริ่มเข้าไปดำเนินการสำรวจสถานการณ์ ในพื้นที่ศูนย์พักพิงฯ เราไม่ทราบสถานการณ์มาก่อน ทำให้เราไม่สามารถจัดเตรียมสิ่งสนับสนุน ได้เหมาะสม และเพียงพอกับความต้องการใช้งาน และในแต่ละศูนย์พักพิงฯ ก็มีรูปแบบการบริหารจัดการ ที่แตกต่างกันไป ทั้งในส่วนของผู้บริหารหรือผู้ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจดำเนินการ ผู้ปฏิบัติ อาสาสมัคร ทำให้เกิด ความสับสนกันอยู่เป็นระยะๆ ในส่วนของสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ช่วงที่เราเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์พักพิงฯ เราจะมีการจัดเตรียมผ้ากันเปื้อนพร้อมหมวกคลุมผล น้ำยาล้างจาน ผ้าปิดปาก เจลล้างมือ ถุงมือพลาสติก สบู่ สติ๊กเกอร์ล้างมือให้สะอาด สติ๊กเกอร์กินอาหารร้อน ใช้ช้อนกลาง การล้างมือ และอื่นๆ ที่สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำสามารถจัดเตรียมไว้สำหรับแจกและให้ความรู้เบื้องต้นได้ ติดไว้ในรถที่เป็นพาหนะสำหรับปฏิบัติงานทุกครั้ง แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังพบปัญหาอื่นๆ ที่ติดตามมาจากการเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ เช่น ปริมาณของที่เราจัดเตรียมไปมีน้อยไม่เพียงพอ เราไม่สามารถจะประสานหาผู้รับผิดชอบหลักในเรื่อง การจัดการครัวต่างๆ ที่มาปรุง ประกอบอาหาร เพื่อบริจาคให้กับผู้ประสบภัยได้ เรายังไม่มีช่องทางในการ ให้ความรู้แก่ผู้ประสบภัยในการดูแลตัวเองเรื่องการเลือกรับประทานอาหาร และการดูแลตัวเอง หลังจาก วันแรกที่เราเข้าไปสำรวจสถานการณ์ในทุกๆ ศูนย์พักพิงฯ ในช่วงเย็นของแต่ละวันก็จะกลับมาช่วยกันสืบค้นข้อมูลผู้รับผิดชอบศูนย์พักพิงฯ ช่องทาง/แนวทางการติดต่อประสานงาน และแผนการดำเนินการ และ ณ จุดนี้เอง ทำให้ทีมทำงานสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ได้คิดทำเอกสารความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการดูแลตนเองของผู้ประสบภัยในเรื่องวิธีการบริโภคอาหารที่สะอาดและปลอดภัย การปรุง ประกอบ และบรรจุอาหารกล่อง สำหรับผู้ปรุง ประกอบอาหาร และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ (เอกสารอัดสำเนา) เพื่อแจกให้แก่ผู้ประสบภัย ผู้ปรุงและประกอบอาหาร ผู้รับผิดชอบจัดการอาหารในศูนย์พักพิงฯ และสื่อมวลชนต่างๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ เนื่องจากเราคิดว่า การดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร/ความรู้ทางวิชาการน่าจะต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยเฉพาะ และหน่วยงานวิชาการควรจะเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการในพื้นที่และเป็นผู้ดำเนินการจัดเตรียมรายละเอียดเนื้อหาให้ แต่ด้วยในช่วงเวลาที่เกิดภาวะวิกฤตเช่นนี้คงยังไม่ได้มีใครคำนึงถึง เราจึงติดต่อประสานงานไปยังสื่อต่างๆ โดยการส่ง Mail ข้อมูลดังกล่าวฯ ไปทาง Internet, Website, Facebook และ สื่อบุคคล (เพื่อนๆ นักวิชาการที่เป็นนักข่าว/ผู้สื่อข่าว) เพื่อขอความร่วมมือในการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งก็ได้ผล ตอบรับเป็นอย่างดี เห็นได้จาการที่สถานีโทรทัศน์หลายๆ ได้เสนอตัวอักษรวิ่งรายละเอียดเนื้อหาวิชาการ ด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ อยู่เป็นระยะๆ และอีกช่องทางหนึ่งที่เราดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ องค์ความรู้ทางวิชาการคือ การติดต่อประสานสื่อโทรทัศน์/วิทยุต่างๆ เพื่อให้ผู้บริหารกรมอนามัย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงวิธีการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขั้นตอนการดูแลตนเอง และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับภารกิจของกรมอนามัยในภาวะวิกฤต (ดำเนินการกันเอง ไม่ได้ผ่านทางสำนักงานเลขานุการกรมอนามัย)
เราดำเนินการเฝ้าระวังด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ รวมถึงการดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ และอนามัยสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ศูนย์พักพิงฯ ทุกแห่ง ในรูปแบบคณะทำงาน ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่มีนักวิชาการและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสายอนามัยสิ่งแวดล้อมของกรมอนามัยร่วมกัน ประกอบด้วย สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม และกองประเมินผลกระทบ ต่อสุขภาพ (นักวิชาการและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ออกปฏิบัติงาน จะได้รับการอบรมให้ได้มีองค์ความรู้ ด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ อนามัยสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนการตรวจตัวอย่างอาหารและน้ำ มาเรียบร้อยแล้ว ในช่วงแรกๆ ที่กรมอนามัยมีนโยบายปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย) ในแต่ละวันคณะทำงานจะมีการจัดทำสรุปผลการดำเนินงานจำแนกรายภารกิจ และรายศูนย์พักพิงฯ และรวบรวมเป็น File เอกสาร ส่งให้ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้บริหาร และคณะทำงาน สำหรับสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ด้วยเราต้องดำเนินการเก็บตัวอย่างอาหาร และน้ำ ในพื้นที่ศูนย์พักพิงฯ เพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยของอาหารและน้ำ ฉันจึงคิดทำระบบการเก็บข้อมูลผลการตรวจตัวอย่างอาหาร น้ำ การตรวจคลอรีนอิสระคงเหลือ และสรุปผลการดำเนินงานด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำทุกวัน ที่คิดทำเช่นนี้เพราะต้องการให้มีระบบบันทึกช่วยจำ ว่าแต่ละวันเราได้ทำอะไรไปบ้าง ที่ไหน และอย่างไร เพื่อจะได้ทราบว่า เรามีการดำเนินการเก็บตัวอย่างอาหารและน้ำ ไปเท่าไหร่ ผลเป็นอย่างไร จะเกิดสภาวะเสี่ยงโรคที่เกิดจากจากอาหารและน้ำเป็นสื่อหรือไม่ และเรา ได้สนับสนุนสิ่งสนับสนุนต่างๆ อะไรไปบ้างจำนวนเท่าไหร่ และสิ่งที่ฉันคิดทำก็เกิดประโยชน์จริงๆ เพราะสุดท้ายผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง ก็ต้องการผลการดำเนินงานที่สามารถวิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ได้ รวมถึงมีข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจสั่งการ และสนับสนุนงบประมาณต่อไป แค่นี้คงยังไม่พอสำหรับคนทำงาน ฉันมีประสบการณ์มาแล้วจากการทำงานในอดีต เรื่องของหลักฐานเชิงประจักษ์ นั่นก็คือภาพถ่ายกิจกรรมการปฏิบัติงาน ทุกวันที่ออกปฏิบัติงานในพื้นที่ ฉันจะพกกล้องถ่ายรูปและเตือนทีมงาน ทุกทีมว่า ขอให้ถ่ายภาพกิจกรรมมาด้วย และฉันก็จะนำมารวบรวมจัดระบบ File ภาพ จำแนกตามวัน และสถานที่ เก็บไว้ นอกจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด เรายังได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า ในการปฏิบัติงานในภาวะวิกฤต นอกจากการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างหัวปักหัวปำแล้ว เราต้องมีการปฏิบัติงานเกี่ยวกับ การติดตามผู้บริหารเป็นในพื้นที่ต่างๆ มีการจัดสาธิตการตรวจตัวอย่างอาหาร น้ำ และอื่นๆ งานแบบนี้ เป็นงานที่เราไม่ค่อยถนัดนัก แต่ก็สามารถปฏิบัติได้เป็นอย่างดี จนเกิดความคิดจัดทำชุดสาธิตการตรวจตัวอย่างอาหาร น้ำ และคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำ มีป้ายแสดงรายละเอียด วิธีการปฏิบัติงาน เป็นชุดเคลื่อนที่ง่ายๆ พร้อมใช้ ในทุกสถานที่ อุปกรณ์บางอย่างก็ขอสนับสนุนจากสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ เช่น ชุดตรวจต่างๆ ผ้ากันเปื้อนพร้อมหมวก แต่อุปกรณ์บางอย่างไม่เคยมีก็หาซื้อมาเอง เช่น ผ้าปูโต๊ะ เป็นต้น
ต่อจากระยะเฝ้าระวัง ก็จะเป็นระยะฟื้นฟู ซึ่งจริงๆ แล้วระยะเฝ้าระวังกับระยะฟื้นฟูที่พวกเรา ต้องปฏิบัติงานนั้นมันคาบเกี่ยวกัน เนื่องจากพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในภาคเหนือน้ำลดแล้ว จะต้อง เร่งดำเนินการฟื้นฟูในกลับสูสภาพเดิม ส่วนจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังเป็นพื้นที่เสี่ยงเพราะน้ำท่วมหนักอยู่ เราจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการจัดสรรบุคลากรเพื่อปฏิบัติงาน ในบางพื้นที่ที่ได้รับการร้องขอให้เข้าร่วมปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่พิจารณาว่าเป็นพื้นที่เฉพาะ ก็จะตัดสินใจเป็นผู้ไปปฏิบัติงานเอง เนื่องจากพิจารณาว่าเป็นพื้นที่ใหม่ ยังไม่เคยเห็นสภาพปัญหา และตัวเอง ก็เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง หรือในบางพื้นที่ที่เป็นการปฏิบัติงานในระยะฟื้นฟู ยังมีปัญหาเรื่องการเดินทาง และพื้นที่มีสภาพความเสียหายที่รุนแรง ก็จะตัดสินใจร่วมเป็นทีมปฏิบัติงาน และประสานกับผู้เกี่ยวข้อง เพราะบางพื้นที่ที่ไปต้องใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าปกติ ไม่มีห้องน้ำ อาหารและน้ำหายาก และอื่นๆ ด้วยเหตุผลเช่นเดิม ก็คือตัวเองเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบโดยตรง และอีกเหตุผลที่สำคัญคือรู้สึกเห็นใจ พี่แป้ม (นัยนา ใช้เทียมวงศ์) ที่ต้องเป็นผู้ประสานงานหลัก คอยบริหารจัดการ และต้องออกปฏิบัติงาน ในพื้นที่ด้วย ดังนั้น ถ้าสิ่งไหนที่ฉันสามารถทำแทนพี่เค้าได้ก็จะทำ สิ่งไหนที่ช่วยเหลือได้ก็จะรีบช่วยเหลือ โดยไม่ได้คิดว่าสถานที่ และงานที่ต้องไปปฏิบัตินั้นมันจะยาก ลำบากยังไง หรือเมื่อไปถึงที่แล้วจะพบปัญหาอะไรอีก และสิ่งที่เราต้องจัดหาเพิ่มเติมนอกเหนือจากวิธีการปฏิบัติงาน และสิ่งที่ต้องเตรียมสนับสนุนปกติ ในระยะฟื้นฟู (การล้างตลาด) ก็คืออุปกรณ์และชุดสาธิตการล้างตลาด ที่ทั้งขอสนับสนุนจากสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ และที่จัดซื้อมาเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นชุดสาธิตที่ครบถ้วน
ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 เดือนกว่าๆ ที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และต้องดูแลครอบครัวให้ปลอดภัยจากอุทกภัยในครั้งนี้ ฉันได้เรียนรู้ถึงประสบการณ์ใหม่ๆ ได้รู้จักการนำเอานวัตกรรมหรือ องค์ความรู้ที่มีอยู่มาปรับใช้ ได้รู้จักการให้อภัย การมีสติ ได้เพิ่มประสบการณ์ในการตัดสินใจและ การบริหารจัดการ และอื่นๆ ดังสามารถจำแนกเป็นรายละเอียดได้ดังนี้
1. การรับฟังข้อมูลข่าวสาร เราควรที่จะเสพข่าวสารจากหลายช่องทาง แล้วนำมาประมวล วิเคราะห์ เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นข้อเท็จจริงของข่าวสาร แล้วจึงตัดสินใจดำเนินการใดๆ ทั้งเรื่องของการดูแลครอบครัว และการปฏิบัติงาน
2. การตัดสินใจ โดยใช้ความมีสติ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับภาวะวิกฤติ ถ้าคนเราขาดสติ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ และความคิดของตัวเองได้ จะก่อนให้เกิดปัญหาการตัดสินใจที่ผิดพลาด จนไม่สามารถแก้ไขได้
3. การรู้จักวางแผน เพื่อการเตรียมการ เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหา และป้องกันปัญหาทุกอย่างได้เป็นอย่างดี เช่น การวางแผนการจัดเก็บของต่างๆ ภายในบ้าน เพื่อหนีน้ำ การวางแผนปฏิบัติงานและการคัดเลือกบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน
4. ความสามัคคีของหมู่คณะ และการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ งานทุกงานประสบความสำเร็จ
5. องค์ความรู้ เนื้อหาวิชาการ และประสบการณ์ของคนแต่ละคน ถ้าสามารถนำออกมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ สถานที่ และบุคคล จะส่งผลดีต่อประเทศชาติ และประชาชนไทย เช่น การอบรมให้ความรู้ การจัดทำเอกสารเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งสามารถเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆได้หลากหลายช่องทาง เพื่อให้เกิดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ในวงกว้าง
6. นวัตกรรมต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถ้าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในภาวะวิกฤต เช่น การประยุกต์ยานพาหนะ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (รถมอเตอร์ไซด์ลอยน้ำ) เป็นต้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 เดือนกว่าๆ ที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และต้องดูแลครอบครัว
ข้อเสนอสำหรับภาวะวิกฤตในอนาคตสำหรับการดำเนินงานด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ
1. นโยบายการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต ควรเป็นนโยบายทางเดียว มีผู้บัญชาการหรือผู้บริหาร ที่สามารถตัดสินใจดำเนินการได้เป็นผู้สั่งการ และมีผู้รับผิดชอบงานหลักแต่ละงาน เป็นผู้ดำเนินการ
2. ควรจัดให้มีการจัดอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพผู้เกี่ยวข้อง ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาวะวิกฤต
3. ควรจัดให้มีคู่มือ/แนวทางการปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ และการดูแลตนเอง ในภาวะวิกฤต ที่เลือกใช้ภาษาที่บุคคลทั่วไปเข้าใจง่าย เผยแพร่ให้กับผู้เกี่ยวข้อง และประชาชน
4. ควรมีระบบในการรวบรวมข้อมูลฯ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ
 
Facebook

   1370 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
09/ม.ค./55 11:01


บทเรียนจากมหาอุทกภัย โดยสมบูรณ์ เจริญสุข
914 views/0 ความคิดเห็น 23/ธ.ค./54 13:30

               รับทราบสถานการณ์น้ำท่วม จากข่าวทาง TV และคอยติดตามสถานการณ์เรื่อยมา เพราะคิดว่า ที่บ้านจะต้องถูกน้ำท่วมแน่ๆ จนกระทั่งวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ได้รับทราบข่าวน้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากประกาศเสียงตามสายของเทศบาล และก็ได้เตรียมการบางส่วน โดยการเก็บของประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้จำเป็นขึ้นที่สูง ประมาณ 22.30 น. ของคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2554 น้ำก็เริ่มท่วมและปริมาณน้ำ ก็สูงขึ้นเร็วมาก เทศบาลและชาวบ้านก็ช่วยกันเร่งทำคันกั้นน้ำ แต่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็ไม่สามารถต้านทานน้ำได้ น้ำเอ่อท่วมพ้นคันดินที่กั้นเอาไว้ ทำให้น้ำท่วมเต็มพื้นที่ จากนั้นก็ต้องอยู่กับน้ำที่ท่วมมากมาย มาตลอดเกือบ 2 เดือน เพราะไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ ถนนถูกตัดขาด
              ชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงแรกๆ ที่น้ำท่วม เครียดมากในแต่ละวันจะคอยทำสัญลักษณ์ที่อิฐบล็อก เพื่อ วัดปริมาณน้ำ และจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวัน
 
   เช้ามาก็มานั่งดูปริมาณน้ำที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และบางวันก็ลดลงบ้าง แล้วก็ต้องเดินลุยน้ำไปรับข้าวกล่อง/ของแจก แต่ก็จะพบปัญหาเรื่องของข้าวกล่องกับของแจก เพราะคนที่อาศัยอยู่ละแวกนั้น ส่วนมากเป็นผู้เช่าบ้านไม่ใช่เจ้าของบ้าน จึงไม่มีคูปองสำหรับรับของแจก และบางทีก็เดินลุยน้ำออกไปรับไม่ทัน (ของหมด) น้ำเริ่มสูงขึ้นและกระแสน้ำก็เชี่ยวมากขึ้น ผมจึงนำเอาเชือกมามัดเสาไฟฟ้ากับต้นมะขาม เพื่อให้ชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นใช้เกาะเดินออกไปยังถนนใหญ่ เพื่อรับของแจก สภาพความเสียหายของบ้าน เกสเฮ้าส์ และร้านนวดแผนไทย ซึ่งอยู่ชั้นล่างของอาคาร เสียหายทั้งหมด เพราะไม่สามารถเก็บของได้ทัน
               ได้โทรศัพท์ปรึกษาคุณชัยเลิศ อยู่ตลอดเวลาที่น้ำท่วม ในเรื่องของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ และได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดี รวมทั้งได้รับกำลังใจจาก ผอ. และทุกๆ ท่านในสำนักฯ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ ของกิน ยารักษาโรค และเงิน ที่คุณธนชีพ และคุณทรงฤทธิ์นำไปให้ในช่วงที่ไปปฏิบัติราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่อยุธยาฯ (ขอขอบคุณทุกท่านมาก)
                 หมายเหตุ: ค่าเรือโดยสารจากที่พักมายังจุดที่จอดรถเพื่อมารับของจากสำนักฯ แพงมาก (เที่ยวละ 500 บาท) ทั้งที่ระยะทางไม่ไกล (อยู่กรุงเทพฯ เจอแท็กซี่หลอก พอมาอยู่อยุธยาฯ เจอเรือหลอก)
 
    ที่สังเกตได้จากการดูข่าวที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกข่าวนั้น ผมไม่เห็นมีการพูดถึงเรื่องอนามัยสิ่งแวดล้อมเลย ผู้แต่เรื่องของการช่วยเหลือผู้ป่วย การเคลื่อนย้ายคน ในระยะต่อมา เมื่อเริ่มทำใจได้ และตั้งสิตคิดว่ายังมีคนอื่นที่มีสภาพความเสียหายมากกว่าเรา จึงเริ่มสำรวจสภาพของชุมชน ที่เริ่มมีขยะสะสม ขาดแคลนน้ำใช้ อาหาร จึงคิดที่จะรวมกลุ่มผู้คนที่เหลืออยู่ในชุมชน แบ่งหน้าที่กัน เช่น ช่วยกันเก็บรวบรวมขยะใส่ถุงดำและราดด้วยปูนขาวแล้วนำไปกองรวมไว้ด้านหน้าถนน เพื่อให้เทศบาลมาเก็บไปทิ้งต่อไป สูบน้ำใส่ถังแล้วเติมคลอรีน เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำให้สามารถใช้ได้ หากะละมังหรือเรือเพื่อจะใช้ลากออกไปใส่ของแจกโดยส่งตัวแทนไปรับ การทำส้วมชั่วคราวใช้เองในครัวเรือน การจัดการปัญหาผู้เสียชีวิตในบ้านพัก (ขณะน้ำท่วม) และการจัดการปัญหาสุนัขตายเน่าเหม็น เป็นต้น
                  สำหรับเรื่องอาหาร และน้ำ ที่มีผู้บริจาคนำมาแจกนั้น ที่พบปัญหามากก็คืออาหารที่ปรุงสำเร็จ พร้อมบริโภค ประเภทที่มีกับข้าวเป็นผัด หรือแกงต่างๆ จะเกิดการบูดและเสีย ไม่สามารถทานได้ หรือ อีกประเภทหนึ่งคือข้าวที่ได้รับบริจาคมากแข็งมาก ทานไม่ได้ ในส่วนของอาหารที่สามารถทานได้ ก็จะนำมาดัดแปลงทำเป็นข้าวต้ม และอุ่นให้ร้อนก่อนที่จะรับประทาน รวมถึงได้เตือนทุกคนว่าอย่างกินให้มากเกินไป เพราะกลัวจะท้องเสีย หรือก่อให้เกิดปัญหาเรื่องของห้องส้วม และโรคทางเดินอาหาร ซึ่งจะไม่สามารถจัดการแก้ไขได้ทันท่วงที ในส่วนของน้ำดื่มไม่มีปัญหาเพราะมีน้ำบรรจุขวดที่ได้รับบริจาคมาเพียงพอ
                 ได้รับถุงพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนาราชสุดา สยามบรมราชกุมารี 1 ครั้ง ซึ่งได้มาโดยที่ผู้แทนพระองค์เข้ามาแจกด้วยตัวเอง ไม่มีใครจัดตั้ง หรือพามา แจกทุกคนที่เดือดร้อนไม่เลือกปฏิบัติ ของที่บรรจุอยู่ในถุง ประกอบด้วย ยา ขนม เสื้อผ้า อาหารแห้ง และอาหารพร้อมบริโภค ที่เป็นอาหารประเภทบูดเสียยาก (ข้าวเหนียว หมูทอด)
                 มีคนแก่อายุประมาณ 60 ปี มาอาศัยอยู่ที่เกสเฮ้าส์กับผม เพราะบ้านน้ำท้วม ต่อมาก็มาบอกผมว่า มีเรือมารับไปศูนย์พักพิงฯ จะไปกับเขา เช้าวันรุ่งขึ้นแกก็โทรศัพท์มาบอกว่าจะกลับมาอยู่ด้วยเหมือนเดิม เพราะว่าเรือของอาสาสมัครที่มารับนั้น นำไปปล่อยไว้ที่ที่เป็นที่แห้ง เพื่อกลับไปรับผู้ประสบภัยคนอื่นต่อไป รวมถึงอาสาสมัครไม่รู้เส้นทาง เพราะส่วนมากมาจากต่างพื้นที่ ทำให้ไปไม่ถึงศูนย์พักพิงฯ
                มาถึงจุดนี้ ผมพิจารณาว่า ปัญหาเรื่องของการช่วยเหลือที่ไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทุกพื้นที่ เนื่องมาจากไม่มีการแบ่งเขตรับผิดชอบและหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน และอาสาสมัครที่มาช่วยเหลือส่วนมากมาด้วยใจ แต่ไม่ทราบลักษณะพื้นที่ และอีกปัญหาหนึ่งที่พบคือ เรื่องของการเลือกช่วยเหลือหรือเลือกปฏิบัติที่ต้องระบุเฉพาะคนที่เป็นเจ้าของบ้าน ส่วนประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้เช่าอาศัย หรือแรงงาน ต่างด้าว จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานในท้องถิ่น (อปท.)
                 ผมยุติความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เนื่องมาจากมีคนพบจระเข้ หลุดมาในบริเวณพื้นที่ที่พักอาศัย และจากเหตุการณ์นี้ ก็มีประกาศให้ค่าหัวแก่ผู้จับจระเข้ได้ หัวละ 5,000 พันบาท ชาวบ้านจึงจัดการล่า และตัดหัวจระเข้มาส่งให้เพื่อรับรางวัล นี่แหละคือปัญหาเรื่องของการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ฝากถึงสื่อต่างๆ ที่จะให้ข่าวหรือข้อมูลข่าวสาร ที่ควรระบุข้อความที่ชัดเจน เช่น ประกาศให้รางวัลผู้จับจระเข้ได้ในราคาตัวละ 5,000 บาท ไม่ใช่หัวละ 5,000 บาท
              ปัญหาที่พบจากอุทกภัยครั้งนี้ คือ การช่วยเหลือที่ไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทุกพื้นที่ เนื่องมาจากไม่มีการแบ่งเขตรับผิดชอบและหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน อาสาสมัครที่มาช่วยเหลือส่วนมากมาด้วยใจ แต่ไม่ทราบลักษณะพื้นที่ การเลือกช่วยเหลือหรือเลือกปฏิบัติที่ต้องระบุเฉพาะคนที่เป็นเจ้าของบ้าน หมายถึง กรณี เป็นคนต่างถิ่นที่มาประกอบอาชีพในพื้นที่ จะไม่ได้รับสิทธิ์รับการช่วยเหลือหรือสนับสนุน ปัญหาความขัดแย้งหรือนโยบายที่ไม่ตรงกันของผู้บริหารหน่วยงานราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น นโยบายของนากยกเทศมนตรี ไม่ตรงกับนโยบายของนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กับ สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่คนละพรรค คนละฝ่าย เป็นต้น ปัญหาการเจ็บป่วยของประชาชนในภาวะน้ำท้วมส่วนมากจะเป็นเรื่องท้องเสีย และน้ำกัดเท้า ที่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานต่างๆ ได้นำเอายามาแจกให้เรียบร้อย และโจรหรือขโมย ที่ฉกฉวยโอกาสตอนที่ประชาชนชนเดือดร้อน           
             บทเรียนที่ได้รับจากอุทกภัยครั้งนี้ คือตัวเราเองต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน โดยนำเอาความรู้ และประสบการณ์ที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และแก้ปัญหาที่ประสบ ไม่ควรรอความช่วยเหลือจากใครหรือหน่วยงานใดๆ ข้อเสนอแนะสำหรับกรณีที่อาจจะเกิดภัยฉุกเฉินในอนาคต 1. ควรมีการเตรียมความพร้อมในการดูแลตนเองของประชาชน ในด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ โดยการให้ความรู้แก่ประชาชนผ่านสื่อต่างๆ เอกสารสิ่งพิมพ์ การอบรม และการใช้สื่อท้องถิ่น เป็นต้น 2. เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ควรต้องได้รับการอบรมทักษะในการพูด และเพิ่มพูนความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์
Facebook

   914 views/0 ความคิดเห็น โดย pasana -
23/ธ.ค./54 13:30


หน้า 1 2 3
กลุ่มบล็อก
 
· บทเรียนจากมหาอุทกภัย
 

บล็อกเพื่อนบ้าน
 
 



สถิติการเข้าชมเว็บไซต์ 1,041,355 คน
กรมอนามัย