บทความวิชาการ - กรมอนามัย
 
Facebook
ชื่อบทความวิชาการ
ชื่อ/Titleสารเร่งเนื้อแดงในหมู
ผู้จัดทำ/Creator
ชื่อผู้จัดทำ/Creatorสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ
หน่วยงาน/Org Name
E-Mail
เนื้อเรื่อง
สารเร่งเนื้อแดงในหมู ถาวร วงศ์สันติธรรมนุกูล เป็นสารตกค้างในเนื้อสัตว์ ซึ่งมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีอันตรายมากน้อยต่างกันแล้วแต่ความไวต่อยาของผู้ที่ได้รับสารนี้ ในอดีตสารที่นิยมลักลอบใช้กันมากคือ Clenbuterol แต่ในปัจจุบันจะเป็น Salbutamol และยังมีชนิดใหม่ที่เริ่มมีการใช้กันคือ Zilpaterol สารดังกล่าวอยู่ในกลุ่มของสารเคมีที่เรียกว่า b–agonists ซึ่งเป็นกลุ่มของสารกระตุ้น (Sympathomimetics) เช่นเดียวกับยาบ้า (Amphetamine) และยาอี (Ephidrine) สารกลุ่ม b–agonists นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีอีกหลายตัว เช่น Carbuterol, Fenoterol, lbuterol, Brombuterol, Cimbuterol เป็นต้น การใช้สารกลุ่ม b–agonists ในสัตว์ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตนั้น สารดังกล่าวนอกจากจะช่วยสลายไขมันในเนื้อสัตว์แล้วยังช่วยทำให้กล้ามเนื้อขยายใหญ่ขึ้นด้วย เนื่องจากมีการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีผู้ลักลอบใช้สารในกลุ่มนี้กันมาก แม้ว่าจะผิดกฎหมายซึ่งไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วด้วย โดยทั่วไปการใช้สารเหล่านี้มักจะใช้ติดต่อกันหลายวัน ในระยะขุนที่ใกล้จะส่งขายตลาด ซึ่งจะทำให้มีสารเคมีตกค้างในอวัยวะต่างๆในปริมาณสูง เนื่องจากมีการสะสมในร่างกาย พบว่าระดับที่ใช้ผสมอาหารสัตว์ประมาณ 2-8 ppm. จึงจะทำให้ไขสันหลังบางลง และเหมาะต่อการนำไปจำหน่าย อันตรายและผลข้างเคียงของสารกลุ่ม b–agonists ซึ่งโดยปกติจะมีผลในการกระตุ้นการทำงานของหัวใจ กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง สามารถทำให้เส้นเลือดที่ผิวหนัง และ mucus membrane เกิดการหดตัว ทำให้หลอดลมใหญ่และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อเกิดการขยายตัว และทำให้การเผาผลาญอาหารของร่างกายเปลี่ยนแปลงอีกด้วย แต่ทั้งนี้สารแต่ละตัวจะออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆของร่างกายแตกต่างกัน เช่น บางตัวจะทำให้เส้นเลือดหดตัว บางตัวจะทำให้ม่านตาขยาย เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่ใช้กับอาหารสัตว์มักช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจและช่วยให้หลอดลมขยายตัว ซึ่งจะช่วยรักษาโรคกรณีหัวใจเต้นอ่อน หรือรักษาอาหารหอบ หืด และหลอดลมตีบ ซึ่งจะมีผลข้างเคียงเนื่องจากการออกฤทธิ์นี้จะไปกระตุ้นที่ระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ อาการหวาดกลัว กระวนกระวายใจ หัวใจเต้นถี่ หรือเต้นไม่เป็นจังหวะ นอนไม่หลับ มึนงง สับสน ความอยากอาหารลดลง คลื่นไส้อาเจียน กล้ามเนื้อสั่นพลิ้ว โดยเฉพาะบริเวณมือและขา นอกจากนี้อาจทำให้ความดันเลือดต่ำ เวียนศีรษะหรือเป็นลม หากได้รับสารนี้ในปริมาณมากอาจทำให้เสียชีวิตได้เนื่องจากหัวใจเต้นผิดปกติ ปริมาณที่พบในเนื้อสัตว์ที่สามารถทำอันตรายแก่คนได้ คือปริมาณ 0.8-7.4 มก. ต่อน้ำหนักเนื้อวัว 1 กก. ส่วนในตับพบว่าปริมาณระหว่าง 0.16-0.3 มก. ต่อน้ำหนักตับ 1 กก. ก็สามารถทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้ ดังนั้นในหลายๆประเทศจึงห้ามใช้สารนี้ เช่น เบลเยี่ยม ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎร์ออก พรบ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 ให้กฎหมายฉบับดังกล่าวมีอำนาจบังคับครอบคลุมถึงฟาร์มเลี้ยงสัตว์ด้วย จากเดิมที่ควบคุมเฉพาะผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้นำเข้าอาหารสัตว์ เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและควบคุมผู้เลี้ยงสัตว์มิให้ใช้สารกลุ่มนี้ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ 25 มีนาคม 2542 นี้แล้ว
ประเภท/Type บทความวิชาการ
ภาษา/Language tha (Thai)

 
คะแนน: 3  จำนวนดาวโหลด 3 ครั้ง