กิจกรรมวิชาการ - กรมอนามัย
 
Facebook
ชื่อกิจกรรมวิชาการ
ชื่อ/Titleการจัดการความรู้ KM กลุ่มนักวิชาการ เรื่อง Global Health
ชื่อ Alternativeการจัดการความรู้ KM กลุ่มนักวิชาการ เรื่อง Global Health
ผู้จัดทำ/Creator
ชื่อผู้จัดทำ/Creatorนักวิชาการ
หน่วยงาน/Org Nameกลุ่มพัฒนาความร่วมมือทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ
E-Mailicohstaff@icoh.org
หัวเรื่อง/Subject
Others การจัดการความรู้ KM กลุ่มนักวิชาการ เรื่อง Global Health
เนื้อหาย่อ/Description
เนื้อหาย่อ/Abstractการจัดการความรู้ KM กลุ่มนักวิชาการ เรื่อง Global Health ณ ห้องประชุมอาคารสำนักงาน กลุ่มพัฒนาความร่วมมือทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 21 เมษายน 2554 เวลา 13.30 – 16.30 น. กลุ่มพัฒนาความร่วมมือทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตามโครงการ การจัดการความรู้ ครั้งที่ 4 ประจำปีงบประมาณ 2554 โดยกลุ่มนักวิชาการ ในหัวข้อเกี่ยวกับ Global Health มีนักวิชาการได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ Global Health จำนวนทั้งสิ้น 7 ท่าน ที่ประชุมประกอบด้วยข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาฝึกงานจำนวนทั้งสิ้น 13 ท่าน ในการแลกเปลี่ยนแรียนรู้ครั้งนี้ทำให้ได้รับทราบถึง ระบบการดูแลสุขภาพแบบ Global Health ตามแนวคิดของ Dr Daryl Beach การดูแลสุขภาพที่เป็นภาพรวม การพัฒนาการสุขภาพในประเทศยากจน การดูแลสุขภาพโลกแล้วกลับมาดูแลสุขภาพตัวเอง ตัวชี้วัดด้านสุขภาพระดับโลก การใช้มุมมองไปข้างหน้าสำหรับศตวรรษที่ 21 การศึกษาและวิจัยเรื่องสุขภาพโลก และ 8 อันดับการเสียชีวิตของประชากรบนโลก และที่ประชุมได้ซักถาม ในประเด็นที่สงสัยและสนใจ และได้มีการดำเนินการกระบวนการ AAR ในท้ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมทั้งกำหนดหัวข้อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งต่อไป
สารบัญ/Table Of Contents
บทสรุป/Summary
Note
URL
 
เนื้อเรื่อง
รายงานการประชุมการจัดการความรู้ กลุ่มนักวิชาการ เรื่อง Global Health
กลุ่มพัฒนาความร่วมมือทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ จังหวัดเชียงใหม่
ณ ห้องประชุมอาคารสำนักงาน วันที่ 21 เมษายน 2554 เวลา 13.30 – 16.30 น.

รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม
1. ทพญ.ศันสณี รัชชกูล             ผู้อำนวยการ ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ ประธาน
2. ทพญ.ทิพาพร เสถียรศักดิ์พงศ์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ
3. ทพ.วุฒิชัย ชุมพลกุล             ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ
4. ทพ.ฉัตรภัทร คงปั้น               ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ
5. ทพ.แมนสรวง วงศ์อภัย          ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ
6. นายจุมพล พรหมสาขา ณ สกลนคร     นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ
7. นายสุพจน์ ชำนาญไพร          นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญการ
8. นางน้ำผึ้ง รัตนพิบูลย์             เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขชำนาญงาน
9. นายธวัชชัย สุธาชัย              นักวิชาการคอมพิวเตอร์
10.นางสาววิศเพ็ญ กิจธเนศ       นักวิชาการสาธารณสุข
11.นางสาววรัญญา ชำนาญ       นักศึกษาฝึกงาน
12.นางสาวภัทราภรณ์ ใจต๊ะมา   นักศึกษาฝึกงาน
13.นางสาวภิญญาพัชญ์ บุขุนทด       บรรณารักษ์ ผู้จดบันทึกรายงานการประชุม

ผู้นำเสนอข้อมูล "Global Health”
1. ทพ.แมนสรวง วงศ์อภัย ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ
        กล่าวถึง ระบบการดูแลสุขภาพ แบบGlobal ตามแนวความคิดของ Dr Daryl Beach
 
 


        ปัจจุบันระบบการดูแลสุขภาพไม่เป็นระบบองค์รวม ไม่เป็นสากล แผนภูมิด้านซ้าย เป็นลักษณะสุขภาพรายบุคคล แผนภูมิด้านขวา ลักษณะเป็นสุขภาพองค์รวม จะมีแถบสีฟ้าเพิ่มขึ้น DR. Daryl Beach มีแนวคิดจากสิ่งเล็กไปหาสิ่งใหญ่ตั้งเป้าหมายเป็น 0 คือ ภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ร่างกายและจิตใจ แต่ 9 เป็นส่วนที่เล็กสุด แผนภูมิอธิบายถึงการขยายตัวของภาวะสุขภาพ โดยใช้สีในการอธิบาย สีแดง หมายถึง เป็นสีที่ร้อนแรง แทนลักษณะรายบุคคล (individual) ความคิดที่เป็นปัจเจกบุคคล สิ่งที่เป็นเป็นองค์ประกอบย่อยๆของภาวะสุขภาพ เริ่มจากBody Organ parts คือส่วนที่เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะในร่างกายที่ประกอบเป็นตัวเรา สูงกว่าหรือพื้นที่ที่ใหญ่กว่าคือ Body Organ หมายเลข 8 คือ Body Organ เป็นส่วนที่ใหญ่กว่า เช่น แขนขา ใหญ่กว่าระบบ Body Organ คือ ระบบ Body Systems เป็นระบบร่างกาย เช่นระบบลมหายใจ ระบบขับถ่าย ระบบฮอร์โมน ระบบต่างๆในร่างกายเมื่อใช้งานผ่านไป จะมีปัญหาทางด้านสุขภาพ ปัญหาในด้านสุขภาพจะมีในแง่ของคนไข้หรือผู้ป่วยจะมี Condition ที่ไม่เหมือนกัน เช่น การดำรงชีวิต การบริโภค การออกกำลังกาย พฤติกรรมการดูแลร่างกาย ในบางรายเมื่อไปเจอการติดเชื้อ จะเกิดปัญหาสุขภาพเหล่านี้จะเป็นปัญหาสุขภาพส่วนบุคคล ปัญหาสุขภาพส่วนบุคคลจะส่งผลกระทบต่อ Care provider abilities คือความสามารถของผู้ให้บริการดูแลรักษา จะสามารถควบคุม ภาวะความเจ็บป่วยของประชากรหรือรายบุคคลได้หรือไม่ จะสังเกตว่าในระดับนี้จะเป็นระดับที่ใหญ่ขึ้น ไม่ได้เป็นระดับที่เกี่ยวข้องกับโรค หรือร่างกายมนุษย์ แต่เป็นระบบการให้บริการ ระบบการให้บริการควบคุมการให้บริการ ความเจ็บป่วยในระดับปัจเจกบุคคล จะเป็นระดับสีเขียว เป็นระดับ Local หรือระดับภูมิภาค เช่น สถานพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลศูนย์ สาเหตุที่แทนด้วยแถบสีเขียวเพราะ สีเขียวเป็นสี ของGreen Community เป็นชุมชนหรือสังคมที่มีลักษณะสงบ ร่มรื่น ปราศจากโรค ระบบที่ใหญ่กว่า Care provider abilities คือ Activity Areas เป็นกิจการการดูแลรักษาที่คนที่เป็นโรค หรือคนที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ ระบบเหนือกว่าการดูรักษา คือ Care or Learn care facilities ในการดูแลรักษาต้องมีองค์กรที่ให้การศึกษาไม่ว่าจะเป็นระดับมหาวิทยาลัย หรือสถาบัน องค์การสมาคมต่างๆ ซึ่งจะควบคุมดูแลการรักษา เช่น แพทยสภา ทันตแพทยสภา เป็นต้น ระบบที่ใหญ่กว่า Care or Learn care facilities Dr. Beach ให้ความคิดเห็นว่า การที่จะขยายในการดูแลสุขภาพให้คนในสังคมมีสุขภาพที่ดี ต้องมีองค์ประกอบในการเรียนรู้ Global Knowledge Framework (GKF) ในระบบการดูแลสุขภาพในประเทศไทยหรือทั่วโลกหากเกิดการเรียนรู้ระบบโครงสร้างที่เป็นสากล จะก่อให้เกิด Global Health Systems คือระบบการดูแลสุขภาพและสาธารณสุขที่เป็น Global ทำไม Global มีแถบสีฟ้าเพราะ สีฟ้า มาจาก Sky คนทั่วไปมักจะมองท้องฟ้าเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ความรู้ทุกอย่างที่มีในโลก ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจากสิ่งมีชีวิต จะเป็นGlobal Dr. Beach ให้เป็นแนวคิดที่ควบคุมสภาวะทางสุขภาพ แถบสีม่วงมาจากไหน แถบสีม่วงแทนสีที่ทุกคนพึงมี ในแง่ของมนุษยชาติ ธรรมชาติให้ทุกคนมีสีผิวที่แตกต่างกัน บางคนผิวขาว บางคนผิวเหลือง บางคนผิวดำ เป็นสีของเลือดผสมระหว่างอาร์เทอรี่ กับ เวน รวมกันออกมาเป็นสีม่วง ให้ความหมายว่า เป็นสีที่ไม่ว่ามนุษย์เชื้อชาติไหน ทุกคนต้องมีสีผิวข้างในเหมือนกัน เป็นสีผิวที่อยู่ภายใต้ผิวชั้นนอก ภายนอกเราทุกคนมีสีผิวต่างกัน แต่ชั้นใต้ผิวหนังซึ่งไม่ว่าเชื้อชาติไหนจะมีสีเดียวกัน จะเป็นglobal เป็นองค์รวมทั้งหมด ความหมายของ Global Health ในระบบการดูแลสุขภาพ จะดูจากระดับปัจเจกบุคคล ระดับชุมชน ระดับโลก การที่จะทำให้ภาวะร่างกายสุขภาพของเราถึงระดับ Global เราต้องมีโครงสร้างในการเรียนรู้ หรือ Global Knowledge Framework (GKF) ประกอบไปด้วยส่วนย่อย 7 ส่วน ดังนี้

        ในส่วนที่หนึ่ง pd and its outcomes คือ การเรียนรู้ในการรักษา มีแนวคิดในการรักษาอย่างไร ผู้ให้บริการให้การรักษาด้วยท่าทางและตำแหน่งถูกต้อง มีความสุข ไม่เจ็บปวด หรือการใช้ระบบการบันทึกข้อมูลที่ดีที่มาตรฐาน เป็นระบบตัวเลข 0-19 ใช้ในการเรียกชื่อลักษณะอวัยวะต่างๆตามหลัก Anatomy ซึ่งระบบการเรียนรู้GKF จะมุ่งเน้นการประกอบโรคศิลป์ แนวคิดของ GKF มีอยู่ว่า ในปัจจุบันนี้ในแต่ละประเทศมีการสอบใบประกอบโรคศิลป์ทางการแพทย์ ทันตแพทย์ ซึ่งการสอบแยกสอบตามประเทศของตนเอง ข้อสอบจะแยกเป็นของแต่ละประเทศ ไม่ได้ใช้ข้อสอบร่วมกัน หากจะให้ระบบการดูแลสุขภาพเป็นระดับ Global หรือระดับสากลที่มีมาตรฐานทั่วโลก ข้อสอบควรจะเป็นข้อสอบชุดเดียวกัน ใช้ในการสอบใบประกอบโรคศิลป์ทั่วโลก ซึ่งระบบนี้มีความพยายามผลักดันให้เกิดการทดสอบความรู้ในการรักษาในลักษณะนี้อยู่ ซึ่งรายละเอียดของข้อสอบ จะออกข้อสอบเพื่อที่จะผลักดัน Health Professional หรือ ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาเพื่อที่จะสามารถวินิจฉัยให้การรักษา บริหารจัดการระบบสุขภาพได้ คิดว่าข้อสอบที่มีมาตรฐาน ควรใช้กันทั่วโลกและมีองค์ประกอบที่เป็นข้อสอบทดสอบความรู้ในการวินิจฉัยโรค ในการรักษา การบริหารระบบสุขภาพ
        ในส่วนที่ 2 ที่จะประกอบให้เกิดระบบ Global health จะต้องมีระบบ Health Care Record คือ ระบบการบันทึกข้อมูลสุขภาพที่ดี ที่เป็นสากล ซึ่งแนวความคิดนี้แนะนำให้บันทึกเป็นตัวเลข เพราะแต่ละประเทศจะใช้คนละภาษา ถ้าหากมีการบันทึกข้อมูลเป็นตัวหนังสือตามภาษาของแต่ละประเทศ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ จะสื่อสารกันยาก ระบบนี้จึงพยายามออกแบบให้ระบบการบันทึกการรักษาเป็นตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย ทางอวัยวะ Body Organ ต่างๆ สุดท้ายระบบนี้จะพยายามหาคู่มือ Clinical Skill Manuals คู่มือในการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก เช่น จะรักษาโรคหัวใจ ในการผ่าตัดหัวใจ จะมีStep ขั้นตอนในการผ่าตัดอย่างไร ก็จะเป็นคู่มือ Hand Out ออกมาให้เราดูว่าขั้นตอนนี้ต้องกรีดตรงไหน ตัดตรงไหน ตัดต่อตรงไหน สิ่งเหล่านี้พยายามให้มองให้เห็นภาพในส่วน Global เดิมที่แต่ละประเทศจะมีการแยกกลุ่ม ถึงแม้ตอนนี้ EU ประเทศในแถบยุโรป จะมีการใช้ใบประกอบโรคศิลป์ที่แต่ละประเทศที่อยู่ในกลุ่ม EU สามารถรักษาข้ามประเทศได้ก็ตาม แต่ประเทศอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือไทยเองก็ตาม จะมีข้อสอบหรือใบประกอบโรคศิลป์ที่แยกต่างหาก หากระบบการเรียนรู้ หรือระบบGlobal Health Care ขึ้นสูงสุดถึงมาตรฐานเดียวกันทุกประเทศ ไม่ว่าแพทย์ชาติใดหรือคนไข้ชาติใดก็จะสามารถรับบริการที่มีมาตรฐานเดียวกัน แพทย์ก็สามารถไปทำงานที่ประเทศอื่นได้ ถ้าเกิดข้อสอบนั้นเป็นข้อสอบมาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยพยายามผลักดัน ในส่วนของโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้อย่างที่บอก อย่าง ที่บอกว่าเป็นตัวเลข บางท่านอาจจะงงว่า ทำไมชื่อร่างกายมันเป็นยังไง อันนี้ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ภาษาทั่วไปที่เป็น Global ก็คือ ทุกชาติพูดภาษาไม่เหมือนกัน แม้กระทั่ง Textbook ของภาษาในประเทศจีน หรือประเทศญี่ปุ่น เค้าแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาเฉพาะของเค้าแล้วอ่านกัน แต่ถ้าเกิดเราใช้ทุกอย่าง เป็นตัวเลขก็จะสื่อสารกันง่ายทั่วโลก ตัวอย่างที่ Dr.Beach คิดว่าในระบบทาง Body Systems ที่ได้กล่าวมา ถือเป็นแขนงหนึ่งของวงกลม ในระบบร่างกายแบ่งเป็น 9 ระบบ คือระบบ Intergumentary System ระบบผิวหนังควบคุม Dr. Beach ให้แทนด้วยเลข 1 ลำดับที่ 2 คือ ระบบโครงร่างทางกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นชั้นที่รองลงมา อันนี้เค้าก็จะแทนด้วยตัวเลขระบบ ประสาท ระบบต่อมฮอร์โมน หรือระบบหายใจ ทุกอย่างจะแปลงเป็นตัวเลข แม้กระทั่งส่วนของ Body Region ที่บอกเมื่อกี้ เค้าจะแทนตัวเลข 0 ลงไป ก็จะมีภาษาอังกฤษแทน แม้กระทั่ง Body Organ Parts ซึ่งเป็น Organ เล็กๆ จะเป็นเส้นประสาทเส้นไหน เค้าก็จะรหัสเป็นตัวเลข เพราะฉะนั้นแนวความคิดนี้ อะไรที่อยากให้เป็นGlobal ในความคิดนี้คือพุ่งเป้าไปที่ข้อที่ 1 ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีมาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นเลยส่งผลต่อ License หรือใบประกอบโรคศิลป์ ของทุกประเทศควรจะมี Standard ควรจะมีมาตรฐานเหมือนกัน ซึ่งใครผ่านข้อสอบนี้แล้วสามารถให้การรักษาได้ทั่วโลก อันที่สองภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร ถ้าเกิดเราจะเปิดกำแพงของแต่ละประเทศ เช่น ประเทศนี้พูดภาษาอังกฤษ ประเทศนี้พูดภาษาอาหรับ ในการสื่อสารจะมีช่องว่าง เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้อะไรเป็นตัวเลข ทุกประเทศมีตัวเลขหมด จะสามารถสื่อสารกันได้ ทำให้องค์ประกอบทางสุขภาพหรือ Global Health Care เป็นสากลมากขึ้น เพราะฉะนั้นในแนวความคิดคร่าวๆนี้จะเป็นแนวความคิดที่เกี่ยวกับเป้าหมายคือ ทุกอย่างอยากจะให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และมี Global Health Care Systems ระบบการให้บริการเป็นเหมือนกันทั่วโลก ตามบริบทของแต่ละประเทศ และสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้โดยใช้ระบบตัวเลข สามารถสื่อสาร มีมาตรฐานในการรักษาเดียวกัน อันนี้จะเป็นแนวคิดเกี่ยวกับ Global Health Care Systems เพราะคาดว่าผู้เข้าร่วมประชุม คงจะหาความหมายหรือว่าลักษณะของ Global Health ว่าเป็นยังไง อันนี้จะขอนำเสนอเกี่ยวกับระบบการดูแล Global Health Care ของโลกที่ Dr. Beach ท่านได้ให้แนวคิดไว้ คำถามและข้อเสนอแนะ คุณน้ำผึ้ง รัตนพิบูลย์ สอบถามว่า แนวคิดที่ทพ.แมนสรวง วงศ์อภัย นำเสนอในปัจจุบันมีการนำมาใช้หรือยัง ทพญ.ศันสณี รัชชกูล เสนอแนะว่า Dr.Beach เป็นบุคคลที่มีความคิดก้าวหน้ามองไกลถึงอนาคตของสุขภาพโลก ว่าประเด็นนี้ต้องกลายเป็นประเด็นที่เป็นเป้าหมายของโลก ที่มีการเชื่อมโลกไม่ได้ติดขัดอยู่ที่ เส้นแบ่งเขตแดนประเทศหรือRegion ทพ.แมนสรวง วงศ์อภัย เสนอแนะว่า ถ้าทุกอย่างมีมาตรฐานเดียวกันก็จะไม่มีการกีดกัน ทพญ.ศันสณี รัชชกูล กล่าวเสริมประเด็นเรื่องGlobal License ว่า Dr.Beach มองสะท้อนเห็นปัญหาของคนที่เป็นแพทย์ว่าจะใช้ระบบใด ในการคัดเลือก เช่น จะใช้ระบบโรงเรียนในการคัดเลือก หรือคัดเลือกคนที่มีอุดมการณ์ในการจะเป็นแพทย์จริงๆ ทำอย่างไรจึงจะเปิดระบบและให้โอกาสแก่คนที่มีคุณภาพและเหมาะสมจริงๆ และสามารถมีการเปิดสอนทางไกล โดยเรียนรู้ผ่าน Internet ได้ และสามารถสอบ License แพทย์ได้เหมือนกัน คุณน้ำผึ้ง รัตนพิบูลย์ ให้ข้อเสนอแนะว่า ระบบการสอบเช่นนี้อาจมีปัญหาได้ ถ้ามาตรฐานการสอบ License รั่ว ก็อาจทำให้การสอบไม่ได้มาตรฐาน ทพญ.ศันสณี รัชชกูล ให้ข้อเสนอแนะว่า มาตรฐานข้อสอบเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยากที่สุด ซึ่งคงต้องหาวิธีต่อไปในอนาคต

2. ทพ. วุฒิชัย ชุมพลกุล ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ
        กล่าวถึง การดูแลสุขภาพที่เป็นภาพรวมทั้งหมด โดยมองที่ตัวบุคคล ไม่ได้มองที่ Region หรือแค่ประเทศ แค่ทวีป แต่มองทั้งหมดเลย คำใกล้เคียง โลกาภิวัตน์ คือ คือ ผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องที่จะกล่าวถึงคือ เรื่อง การพัฒนาการสุขภาพในประเทศยากจน Improving the Health of the World’s Poorest People ผู้เขียนบทความนี้ ชื่อ Dara Carr เป็นผู้อำนวยการด้าน Health Communication ที่ Population Reference Bureau(PRB). มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ในแถบทวีปเอเชียและแอฟริกา อดีตเคยทำงานที่ World Bank และ Demographic and Health Surveys Program. เธออยากเห็นและพยายามให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ของสุขภาพของประชากรโลก โดยนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ในเชิงข้อเสนอเชิงนโยบายต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนา บทนำ การดำเนินงานด้านสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทำให้ประชากรส่วนใหญ่มีอายุยืนขึ้น มีสุขภาพที่ดีกว่าก่อน ๆ อย่างไรก็ตามในประเทศด้อยพัฒนา เช่น ประเทศที่ประชากรมีรายได้เพียง 1 ดอลลาร์ หรือ 30 บาทต่อวัน ซึ่งมีจำนวนประชากร มากกว่า พันล้านคน ก็ยังไม่ได้รับการบริการด้านสุขภาพในยุคใหม่ที่ดีพอ ความพยายามที่จะกระตุ้นให้มีสุขภาพที่ดีของประชากรในประเทศยากจนก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ในปี 1970 องค์การอนามัยโลก ได้ออกนโยบาย "Health for All” by the year 2000 โดยในปี ค.ศ. 1978 มีการประชุมผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 130 ประเทศ ที่เมือง Alma-Ata ปัจจุบันคือ เมือง Almaty ประเทศ Kazakhstan และได้ลงนามในปฏิญญา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของความไม่เท่าเทียมกันของสภาวะสุขภาพระหว่างประเทศพัฒนากับประเทศด้อยพัฒนา ทั้งในแง่ การเมือง สังคมและเศรษฐกิจ หลังจากมีการประกาศปฏิญญา Alma-Ata มากกว่า 25 ปีต่อมา พบว่ายังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย สุขภาพดีถ้วนหน้า (Health for All) มีประชากรที่มีอายุขัย ไม่ถึง 50 ปี อีกในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกา โดยมีสาเหตุการตายจาก โรคต่าง ๆ เช่น โรคท้องร่วง หัด มาลาเรีย นอกจากนั้น สถานะทางเศรษฐกิจก็มีผล มีหลายล้านคนในประเทศยากจนที่ต้องตายด้วยโรคทีป้องกันและรักษาได้ เช่น การ เสียชีวิตของ Sath หญิงชาวกัมพูชาที่ตั้งครรค์ลูกแฝด แล้วตกเลือด สามีมีรายได้น้อย เขาต้องยืมเงินจากเพื่อนๆ เพื่อจ้างรถแท๊กซี่ไปส่งโรงพยาบาล ซึ่งอยู่ไกลไปอีก กว่า 30 ไมล์ได้ ระหว่างทางซึ่งต้องเดินทางด้วยความยากลำบาก ทำให้ไปถึงโรงพยาบาลช้า ทำให้ลูกที่คลอดใหม่รอดเพียง 1 คน และตัว Sath เองก็เสียชีวิต แพทย์บอกว่าที่ตกเลือดเพราะสาเหตุของภาวะโลหิตจาง และ การขาดวิตามิน A Dr. Nicole Seguy ผู้ประสานงานด้านการแพทย์ประเทศกัมพูชา ในโครงการแพทย์ไรพรมแดน กล่าวว่า ประชากรในกัมพูชา ยากจน เพราะพวกเขาเจ็บป่วย จากการศึกษาของ Oxfam รายงานว่ามี 45 เปอร์เซ็นต์ ของชาวกัมพูชาที่ไร้ที่อยู่อาศัยเนื่องจากการขายที่ดินของตนเอง เพื่อนำเงินไปรักษาตนเองที่เจ็บป่วย โดยพบว่าโรคที่ป่วย 4 อันดับแรก คือ โรค มาลาเรีย ไข้เลือดออก วัณโรคและไทฟอยด์ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถป้องกันและรักษาให้หายได้ Jim Tulloch ผู้แทนจาก WHO กล่าวว่าการมีสุขภาพที่ย่ำแย่ในประเทศกัมพูชา เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงความยากจน เด็กที่เจ็บป่วย จะไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นวัยแรงงานที่ดีได้ เงินที่ได้จากการทำงานก็เอาไปใช้ในการรักษาพยาบาลเมื่อยามเจ็บป่วย มากกว่าที่จะนำไปพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศที่ประชากรเจ็บป่วยอย่างเรื้อรัง ยิ่งทำให้ประเทศย่ำแย่ดังอยู่ในใต้มหาสมุทรที่ลึกลงไป The Health Divide between Poor and Rich Countries ในปีค.ศ. 2001 พบว่าในทวีปแอฟริกา มีประชากรมากกว่าครึ่งของประชากรทั้งหมดที่เสียชีวิตจาก การติดเชื้อ และโรคพยาธิ ในขณะที่ในทวีปยุโรปพบว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ มีประชากรจำนวน 2.3 ล้านคนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา เสียชีวิตจากโรค 8 ชนิดที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน และพบว่า ช่องว่างระหว่างประเทศยากจนกับประเทศร่ำรวย ก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยพบว่า ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1970-2000 มีโรคลดลง 70 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ในขณะที่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำหรือยากจน ลดลงเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ช่วงอายุขัยของประชากรมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยประเทศยากจนมีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 49 ปี ในขณะที่ ประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือมีอายุขัยเฉลี่ยถึง 75 ปี WHO รายงานว่า มีความแตกต่างหรือช่องว่างของสุขภาพ หรือ HEALTH GAP อันเนื่องมาจากประเทศพัฒนาแล้วมีโรคน้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็น โรคเอดส์ มาลาเรีย วัณโรค การติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน หรือโรคที่มักเกิดกับเด็ก เช่น หัด บาดทะยัก คอตีบ การติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน โรคท้องร่วง ภาวะทุพโภชนาการ และโรคที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่
 

 
        ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เกิดช่องว่างของสุขภาพคือ ความยากจน โดยพบว่า - ประชากรในประเทศยากจนมีรายได้ต่อวันไม่เกิน 1 ดอลลาร์ หรือ 30 บาท - พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรในแถบทะเลทรายซาฮาราในทวีปอัฟริกา มีรายได้น้อยกว่า 1 ดอลลาร์ต่อวัน ในขณะที่ประเทศในเอเชียใต้ มีประชากรถึงร้อยละ 37 ที่ยากจนมาก จากจำนวนประชากรทั้งหมด 488 ล้านคน
 

 
        ค่าใช้จ่ายที่แต่ละประเทศใช้จ่ายไปในด้านสุขภาพ พบว่ามีความแตกต่างกันมาก ระหว่างประเทศที่ยากจน กับประเทศที่ร่ำรวย จากข้อมูลในปี ค.ศ. 1997 พบว่ากลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด มีค่าใช้จ่ายเพียง 11 ดอลลาร์ต่อคน ในขณะที่ประเทศที่มีรายได้สูงหรือร่ำรวย มีค่าใช้จ่ายถึง 1,907 ดอลลาร์ต่อคน ทพ. วุฒิชัย ชุมพลกุล สรุปว่า การที่จะมีสุขภาพดีได้ต้องมีค่าใช้จ่ายและการเข้าถึงการรักษา ทพญ. ศันสณี สอบถามเรื่อง ความหมายของ Global Health

3. นายจุมพล พรหมสาขา ณ สกลนคร
        กล่าวถึง "ดูแลสุขภาพโลก ดูแลสุขภาพเรา” สำนวนที่ว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" นี้ทำให้เราเห็นภาพการกระทำของเราที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว แล้วมนุษย์เราทำอะไรบ้างถึงทำให้โลกใบนี้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมากมาย
สุขภาพโลก
ตั้งแต่ปี 1800 ที่โลกเรามีการพัฒนาขึ้น ซึ่งเราได้ทำลายธรรมชาติ คือตัดต้นไม้เพื่อมาผลิตเป็นระบบอุตสาหกรรม กรณีนี้จะไปลดอัตราการสลายของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ เพราะต้นไม้ดูดคาร์บอนไดออกไซด์มาสร้างอาหาร และขุดน้ำมันขึ้นมาเผา ก็เป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับโลก ขณะเดียวกันองค์การสหประชาชาติ ได้ตั้งคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศ (ICPP) ปี พ.ศ.2531 คอยติดตามดูผลกระทบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การประชุมครั้งล่าสุดปี 2001 พบว่าการมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก และมีการเก็บข้อมูลความเข้มข้นของอากาศ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ และแอร์โรซอลหรือเม็ดละอองฝุ่นในอากาศ พบว่าตั้งแต่ปี 1000 ก๊าซและมวลสารเหล่านี้ค่อนข้างมีอัตราคงที่ และพบว่าตั้งแต่ปี 1900 หรือ 100 ปีที่ผ่านมา ทุกอย่างมีปริมาณสูงขึ้น เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากปี 1800 อยู่ที่ระดับ 200 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ต่อมาในปี 2001 เพิ่มขึ้นเป็น 300 ppm และในปี 2004 เพิ่มขึ้นถึง 380 ppm ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการเกิดภาวะโลกร้อน และภาวะโอโซนถูกทำลาย นอกจากนี้ยังมีปรากฎการณ์ข้างเคียงกับโลกร้อน เป็นสภาวะที่แสงอุลตราไวโอเลตสะท้อนลงมาในโลกเพิ่มขึ้น เกิดจากการใช้พลังงาน การเผาไหม้น้ำมัน ทำให้เกิดฝุ่นควันบางตัวไปทำลายชั้นบรรยากาศหรือโอโซน ที่มีหน้าที่ในการดูดกลืนพลังงานแสงในช่วงอุลตราไวโอเลตไม่ให้มากเกินไป อยู่ในช่วงที่ร่างกายสามารถสร้างเม็ดสีขึ้นมาต้านทานได้ แต่เมื่อเราไปทำลายชั้นโอโซนจึงไม่มีตัวกรองแสงอุลตราไวโอเลตดังกล่าว สุขภาพเรา
        ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกนั้น ส่งผลต่อสุขภาพของคนเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โรคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกนั้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ โรคที่เกิดจากผลกระทบโดยตรง เช่น โรคพิษแดด (heatstroke) โรคผิวหนังเหตุจากแสงอาทิตย์ โรคมะเร็งผิวหนัง โรคต้อกระจก โรคที่เกิดจากผลกระทบโดยอ้อม เช่น ผลกระทบด้านสืบพันธุ์ของมนุษย์ลดลง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีประสิทธิภาพลดลง และ โรคระบาดเขตร้อนแพร่ระบาดและชุกขึ้น

 
        ที่มา: เว็บไซต์ Nutritionvista ตีพิมพ์เรื่อง '10 Health Trends 2009' หรือ "10 แนวโน้มสุขภาพ 2552"

 
4. นางสาววิศเพ็ญ กิจธเนศ นักวิชาการสาธารณสุข
        กล่าวถึง GLOBAL HEALTH สุขภาพทั่วโลก(GLOBAL HEALTH) คือ สุขภาพของประชากรในบริบทของโลกและไปไกลกว่ามุมมองและความกังวลของแต่ละประเทศ. ปัญหาสุขภาพที่อยู่เหนือขอบเขตความสามารถของประเทศ หรือมีผลกระทบต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ มักจะได้รับการกำหนดไว้ เป็นพื้นที่ในการศึกษาวิจัยและการปฏิบัติที่มีความสำคัญในการปรับปรุงสุขภาพ ดังนั้นสุขภาพทั่วโลกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรับปรุงสุขภาพของประชากรทั่วโลก รวมทั้งการลดความแตกต่างและความคุ้มครองจากภัยคุกคามด้านสุขภาพทั่วโลก ตัวชี้วัดด้านสุขภาพของสุขภาพระดับโลก อายุขัยเฉลี่ยคือการวัดทางสถิติของช่วงชีวิตเฉลี่ย (ความยาวเฉลี่ยของการอยู่รอด) ของประชากรที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะหมายถึงอายุคาดว่าจะถึงก่อนตายสำหรับประชากรมนุษย์ที่กำหนด อายุขัยเฉลี่ยยังอาจหมายถึงเวลาที่เหลือคาดว่าจะมีชีวิตอยู่และก็สามารถนำมาคำนวณอายุใด ๆ หรือกลุ่มใด ๆที่ต้องการได้ การวัดการสูญเสียหรือความพิการ เป็นตัวชี้วัดสรุปรวมของผลกระทบของการเจ็บป่วยทุพพลภาพของประชากรโดยรวม ซึ่งจะวัดช่วงเวลาที่มีความพิการและเวลาที่สูญเสียไปจากการตายก่อนวัยอันควร การสูญเสียชีวิตและภาระของโรคเป็นการวัดช่องว่างระหว่างภาวะสุขภาพในปัจจุบันและความเหมาะกับสถานการณ์การใช้ชีวิตของประชากร การประเมินคุณภาพชีวิต เป็นวิธีการในการวัดภาวะโรค รวมถึงทั้งคุณภาพและปริมาณของชีวิต เป็นวิธีการเชิงปริมาณมีประโยชน์ทางการแพทย์ การตายของเด็กและทารกแรกเกิด การตายของทารกและการตายของเด็กอายุต่ำกว่าห้ามีมากขึ้นโดยเฉพาะการตายที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นในประเทศที่ยากจนมีจำนวนมากที่สุด มาตรการการเจ็บป่วยรวมถึงอัตราอุบัติการณ์ ความชุกและอุบัติการณ์สะสม อัตราอุบัติการณ์ความเสี่ยงในการพัฒนาบางสภาพภายในระยะเวลาที่กำหนดของเวลา ภาระสุขภาพระดับโลก โรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัด
        การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจและหูชั้นกลางเป็นสาเหตุที่สำคัญของทารกและการตายของเด็ก. ในผู้ใหญ่โรควัณโรคมีการแพร่กระจายอย่างมากและทำให้เกิดการเจ็บป่วยและการตายอย่างมีนัยสำคัญ การตายในผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นเนื่องจากการแพร่ระบาดของเอชไอวี การแพร่กระจายของการติดเชื้อทางเดินหายใจจะเพิ่มขึ้นในสภาพแออัด และโรคหัดมีการแพร่กระจายผ่านทางเดินหายใจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่เสียชีวิตจากโรคหัด รวมทั้งประมาณ 50% ของการเสียชีวิตของเด็กคือโรคปอดบวมและยังทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้ออุจจาระร่วง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กที่อายุต่ำกว่าห้าปีทั่วโลก สาเหตุที่สองที่พบบ่อยที่สุดของการเสียชีวิตของเด็กทั่วโลก คือสุขาภิบาลต่ำนำไปสู่​​การเพิ่มของโรคติดต่ออย่างมากและเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอุจจาระร่วงอย่างรุนแรงและความตาย (ประมาณ 20%) ในเด็ก โภชนาการและการขาดสารอาหาร
        มากกว่าสองพันล้านคนในโลกมีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร ในเด็กอายุต่ำกว่าห้าปีในประเทศกำลังพัฒนา การขาดสารอาหารมีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิต เป็น 53 % ของการเสียชีวิตที่เกิดจากโรคไม่ติดเชื้อ. ภาวะทุพโภชนาทำให้เกิดการบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงช่วยเพิ่มความถี่ ความรุนแรงและระยะเวลาของการเจ็บป่วยในวัยเด็ก ภาวะสุขภาพระดับโลก โรคมาลาเรียเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นทั่วโลกมากที่สุด โดยเฉพาะในเด็กและสตรีมีครรภ์ในประเทศด้อยพัฒนา โรคมาลาเรียเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจลดลงรวมถึงค่าใช้จ่ายการรักษาและเวลาที่ใช้สำหรับการรักษาเพิ่มขึ้นและการเสียชีวิตด้วยโรคมาเลเรียเพิ่มอย่างรวดเร็ว ภาวะการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) สามารถส่งผลกระทบต่อทุกคนทั่วโลกนอกจากนี้ยังสามารถส่งผลต่อการผลิตประชากรที่มีคุณภาพด้วย เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้ออาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ ได้ ทั้งในระหว่างตั้งครรภ์หรือหลังการตั้งครรภ์ผ่านทางน้ำนมแม่ ขณะที่มีอัตราการติดเชื้ออย่างไม่เป็นสัดส่วนสูงในบางภูมิภาคของโลก
อ้างอิงจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Global_health            http://www.cdc.gov/globalhealth/partnerships.htm
 
5. ทพ.ฉัตรภัทร์ คงปั้น ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ
        กล่าวถึง Global Health: Subjective and Objective Perspective for the 21st Century การใช้มุมมองไปข้างหน้าสำหรับศตวรรษที่ 21 ความหมายของ Global Health คือ การบูรณาการหรือการผสมผสานกันระหว่าง Public Health หรือ สาธารณสุข กับ multi discipline หรือเรื่องขององค์ความรู้ของสาขาอื่นที่นำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันเพื่อให้เกิดผลต่อสุขภาพ แต่ Global Health ไม่ได้หมายถึงเรื่องของสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึง เรื่องขององค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ที่เป็นสากล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ การค้า อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อสุขภาพ ในขณะเดียวกันสุขภาพเองก็มีผลกระทบในทางตรงกันข้ามกัน คือ สามารถทำให้เกิดผลต่อเศรษฐานะ ความยากจน เศรษฐกิจ สังคม ต่างๆต่อไปได้ เพราะฉะนั้นในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ จะกล่าวถึง Global Health ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์และเชิงมหภาคเป็นหลัก

        Global Health Initiative เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2553 นางฮิลลารี คลินตัน รมว. กต. สหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ ในหัวข้อ The Global Health Initiative ที่ School of Advanced International Studies มหาวิทยาลัย Johns Hopkins โดยกล่าวถึงนโยบายของสหรัฐฯ ในการให้ความช่วยเหลือด้านการสาธารณสุขในเวทีโลก สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
        1. นางคลินตัน ได้ย้ำถึงหน้าที่ของสหรัฐฯ ในการให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขแก่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่ยากจน และประเทศที่ยังประสบปัญหาด้านโรคระบาด และปัญหาสาธารณสุขเพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ให้ได้มากที่สุด และพัฒนาความสามารถของประเทศต่างๆ ให้สามารถดูแลสุขภาพของประชาชนของตนได้
        2. ตั้งแต่ อดีต สหรัฐฯ ถือได้ว่าเป็นผู้นำในการให้ความช่วยเหลือด้านสาธรณสุขทั่วโลก กล่าวได้ว่าร้อยละ 40 ของเงินทุนสำหรับความช่วยเหลือด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุขทั่วโลกมาจากสหรัฐฯ นอกจากนั้น ยังมีองค์กรเอกชน และ NGOs ต่างๆ ของสหรัฐฯ อาทิ Bill and Melinda Gates Foundation, Carter Center, Clinton Foundation ที่ได้มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือ และพัฒนาระบบสาธารณสุขให้กับประเทศต่างๆ
       3. การให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขถือเป็นส่วนสำคัญของนโยบายต่างประเทศของ สหรัฐฯ โดยเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคง เสถียรภาพ และความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศที่เปราะบาง หรือล้มเหลว เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าด้านสังคม และเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ และสนับสนุนประเทศที่เป็นหุ้นส่วน ทั้งนี้ จะต้องมีระบบที่มีประสิทธิภาพในการติดตาม และเฝ้าระวังภัยคุกคามด้านสาธารณสุข รวมทั้งระบบการประสานงานเพื่อตอบโต้ภัยดังกล่าว นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังเป็นเครื่องมือด้านการทูตสาธารณะที่สำคัญอีกด้วย
        4. เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ประธานาธิบดี โอบามา ได้ประกาศนโยบาย Global Health Initiative โดย จัดสรรงบประมาณจำนวน 63,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมโครงการด้านสุขภาพที่ดำเนินอยู่แล้ว และเพื่อพัฒนาต่อยอดโครงการดังกล่าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง โดยร่วมมือกับรัฐบาล องค์กร ภาคประชาสังคม และบุคคลต่างๆ เพื่อพัฒนาสุขภาพของประชาชนในวงกว้างขึ้น
        5. นางคลินตัน กล่าวว่า ปัญหาของการให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขของประเทศต่างๆ ในปัจจุบัน คือกระจัดกระจายขาดการประสานงาน ไม่มีความต่อเนื่อง และเป็นการแก้ไขแบบเฉพาะหน้า และยังขาดการพัฒนาบุคลากรในประเทศที่รับความช่วยเหลือให้สามารถรับภาระต่อไป นอกจากนั้น ได้ตั้งเป้าสำหรับโครงการความช่วยเหลือต่างๆ ของสหรัฐฯ เพื่อที่จะเข้าถึงผู้ป่วยได้มากขึ้น อาทิ เพิ่มงบประมาณสำหรับโครงการ President’s Emergency Plan for AIDS Relief (PEPFAR) เพิ่มเงินสนับสนุนให้โครงการ President’s Malaria Initiative การ เพิ่มการบริการเพื่อต่อต้านวัณโรค และขยายการดำเนินการเรื่องการวางแผนครอบครัว ซึ่งนางคลินตันเห็นว่าเป็นด้านที่สหรัฐฯ ต้องเป็นผู้นำ จะลดภาระสำหรับการรักษาโรคมาลาเรียลงร้อยละ 50 สำหรับประชาชน 450 ล้านคน

 
       6. ในการนี้ สหรัฐฯ ได้กำหนดแนวทางดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ของ Global Health Initiative ดังนี้
6.1 ร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อร่วมกันกำหนดและดำเนินยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขโดยให้ประเทศเจ้าบ้านมีบทบาทนำ
6.2 ให้ความสำคัญของความต้องการ และบทบาทสตรี ซึ่งมักจะถูกมองข้ามไป
6.3 พัฒนาเกณฑ์การวัดและประเมินความสำเร็จของการดำเนินโครงการ
6.4 ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม และการพัฒนาเครื่องมือ และวิธีการต่างๆ ที่ช่วยในการให้บริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศผู้รับ
6.5 พัฒนาการประสานงาน และการเชื่อมโยงระหว่างโครงการต่างๆ เริ่มจากโครงการของสหรัฐฯ ที่ดำเนินในประเทศต่างๆ ขณะเดียวกันก็ขยายความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศอื่นๆ

        ความสำคัญของ Global Health ระบบสุขภาพประชากรโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในเชิงแนวคิด โครงสร้าง นโยบาย กลไกการจัดการ และบทบาทของทุกภาคส่วน การดูแลส่งเสริมสุขภาพของประชากรที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น มีความเคลื่อนไหวในประเด็นใหญ่ระดับโลก เพื่อให้สามารถรับมือ ต่อผลกระทบที่เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจการเงิน การค่าเสรี ระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพซึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถรับมือแก้ไขรวมถึงจัดการปัญหาเหล่านั้นได้ ภาวะโรคอุบัติใหม่ หรือโรคอุบัติซ้าที่เชื้อโรคมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรม กลายพันธุ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพ และเศรษฐกิจโลกอย่างมาก เช่น ไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู ที่เป็นปัญหาที่ยากจะประเมินสถานการณ์ได้ และสร้างผลกระทบให้ทั้งประเทศที่ร่ำรวยและยากจน มนุษย์ต้อง "ร่วมมือกัน” แก้ไขปัญหาโดยอาจจะเริ่มจากประเด็นที่เข้าใจง่ายๆ ก่อน เช่นเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ที่ประชาชนที่ยากจนไม่สามารถเข้าถึงได้

  
      จากเอกสาร Current Global Health Issues พบว่า จะมีกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดว่าปัญหาใด เป็นปัญหาที่สำคัญที่ควรเป็นวาระของโลกอยู่ 3-4 กลุ่ม ดังนี้

       แบ่งปัญหาเป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดโรค ในศตวรรษที่ 21 ดังนี้

 
        1. ขาดความเป็นธรรมและช่องว่างในความเท่าเทียมกันในสังคม (Mind the gap) ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อลดช่องว่างของการเข้าถึงบริการ ความรู้ เทคโนโลยี ของการให้บริการสุขภาพ
        2. Pandemics โรคที่ข้ามทวีป โรคติดต่อกันทางเพศ โรคติดต่อทางสัตว์ปีก
        3. ระบบสุขภาพ (Health Systems)
        4. อาหาร กินมากไปน้อยไปก็ทำให้เกิดโรค อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ สิทธิ์ในการเข้าถึงบริการของผู้ด้อยโอกาส Global Health จึงให้ความสำคัญต่อปัจจัยที่จะทำให้เกิดสุขภาพดี 4 เรื่องดังนี้

        1. พันธุกรรม 2. วิถีชีวิต 3. สิ่งแวดล้อม 4.ระบบบริการ รวมถึงระบบอาหารด้วย

   
       ตัววัดที่ถูกกำหนดไว้ ในThe Millennium Development Goals มีดังนี้

 
        1. ลดความยากจนและความหิวโหย
        2. ส่งเสริมการศึกษาให้ทั่วถึง
        3. ส่งเสริมความเท่าเทียวกันทางเพศ พัฒนาศักยภาพของผู้หญิง
        4. ลดอัตราการตายของเด็ก
        5. ปรับปรุงสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์
        6. ต่อต้าน HIV มาลาเรีย และโรคอื่นๆ เช่นวัณโรค
        7. ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมอย่างมีความยั่งยืน
        8. พัฒนาการมีหุ้นส่วนในเรื่องของการดูแลสุขภาพ
        รวมถึงเรื่องการค้าและความร่วมมือต่างๆ ในเวทีโลก ซึ่งตรงนี้จะผ่าน กระบวนการ Global Health Diplomacy คือการทูตสุขภาพ เพราะฉะนั้น Global Health จึงให้ความสำคัญในหลายๆเรื่อง ไม่ใช่เรื่องสุขภาพเพียงอย่างเดียว เรื่องของอาหาร น้ำสะอาด การร่วมทุนในกลุ่มทุนระดับใหญ่ของโลก โลกร้อน เป็นต้น
6. ทพญ.ทิพาพร เสถียรศักดิ์พงศ์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ
        กล่าวถึง Global Health เป็นสุขภาพของโลกรวมถึงสุขภาพของแต่ละประเทศ เกี่ยวกับเรื่องของการศึกษาและวิจัย เป็นการปรับปรุงเรื่องสุขภาพ องค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ WHO Agencies ที่มี Impact ทำให้เกิดผลกระทบกับ Global Health ได้แก่ UNICEF, World Food Programme (WFP) World Bank.
มีการก่อตั้งสมาคม Global Health มีสัญลักษณ์ ดังนี้

 
        Global Health Is Public Health เป็นสิ่งเดียวกันขึ้นอยู่กับว่า เราจะมองในมุมมองไหน

7. นายสุพจน์ ชำนาญไพร นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญการ
        กล่าวถึง 8 อันดับการเสียชีวิตของประชากรบนโลก

       ภาระโรค (Burden of diseases) DALYs เป็นการวัดสถานะสุขภาพของประชากรแบบองค์รวม ที่วัดภาวะการสูญเสียด้านสุขภาพ หรือช่องว่างสุขภาพ (health gap) โดยแสดงถึง จำนวนปีที่สูญเสียไปจากการตายก่อนวัยอันควร (Years of Life Lost – YLL) รวมกับ จำนวนปีที่มีชีวิตอยู่กับความบกพร่องทางสุขภาพ (Years Life with Disability – YLD)

 
        ประโยชน์ DALY - วัดขนาดปัญหาสุขภาพเป็นตัวเลขง่ายๆ - ใช้เปรียบเทียบเพื่อช่วยจัดลำดับความสำคัญในการวางแผนด้านสุขภาพ ข้อมูลการสูญเสียชีวิตในไทย ปี 2004 แยกตามเพศ

 
        ภาระโรคแยกตามภูมิภาคต่างๆ

 
        ภาระโรคแยกตามทวีป

 
        ภาระโรคแยกตามรายได้

 
        ตัวกำหนดภาวะสุขภาพ ประกอบไปด้วย ความยากจน ภาวะสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การศึกษา เพศ อาชีพ อายุ เป็นต้น

8. ทพญ.ศันสณี รัชชกูล กล่าวสรุปและสกัดความรู้
        ในปัจจุบันเป็นยุคสมัยของ Global Health เพราะอเมริกามีเงินที่จะสนับสนุนในเรื่องของการส่งเสริม Global Health เรื่องของ Public Health เป็นมุมมองที่มองได้กว้างขึ้น เพื่อที่จะแก้ปัญหาสุขภาพได้ถูกจุด เช่นเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพมีความสัมพันธ์กัน ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ก็จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรือถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดีก็มีผลต่อสุขภาพและเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าเราสังเกตเพราะว่าพวกเรา Review เอกสารจากอเมริกา จะกล่าวถึงแต่เรื่องของโรคติดต่อเสียเป็นส่วนใหญ่ Communicable Disease โรคมาลาเรีย HIV ถ้าดุจากสไลด์ของคุณสุพจน์จะพบว่า โรคทาง Non Communicable Disease มีภาวะเพิ่มสูงขึ้น แต่อเมริกาไม่ค่อยจะกล่าวถึง เรื่องของโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เส้นโลหิตแตก โรคอ้วน ซึ่งตอนนี้โรคเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมากกำลังระบาดมากในโลก ซึ่งดูจากกราฟจะเห็นว่าทำนายไปถึงปี ค.ศ.2013 พบว่า Communicable Disease มีความกว้างไม่ถึงครึ่งวง แต่ที่เหลือเกินครึ่ง คือ เป็นโรคทาง Non Communicable Disease ทั้งหมด ซึ่งมาจากเรื่องของพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเรื่องโรคเหล่านี้มาจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างอเมริกา เช่น สูบบุหรี่ พบว่า ประเทศอเมริกาสูบบุหรี่น้อยมากแต่ส่งมาขายเอเชีย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค Communicable Disease ซึ่งสาเหตุมาจากการค้าข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง บุหรี่ เหล้า อาหารที่ไม่มีประโยชน์ พฤติกรรมในการบริโภคทั้งหมดจะอยู่ในอีกครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาต่อไปทั้งประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งมีเรื่องของผลประโยชน์เข้าเกี่ยวข้องและมีผลต่อสุขภาพของคนทั้งโลก ประเทศที่กำลังพัฒนากำลังผลักดันประเด็นโรคเหล่านี้เข้าสู่เป้าหมายของGlobal Health ใน Development Goal เพื่อให้เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญยิ่งขึ้นในเดือนกันยายน ของปี 2554 นี้ก็กำลังจะทำเรื่องนี้เพื่อผลักดันนโยบาย ประเทศที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้จะไม่มีการกล่าวถึง เพราะมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกนี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น เช่น ภาวะโลกร้อน การใช้ทรัพยากรโลกสิ้นเปลือง เป็นต้น ทางออกของ Global Health แม้ว่าอเมริกาพยายามเข้าช่วยเหลือ แต่ก็ยังช่วยเหลือได้ในส่วนน้อย เพราะอเมริกายังช่วยเหลือเพียงในส่วนที่ประเทสตนเองได้ประโยชน์จากการเกิดโรคเหล่านี้ ไม่มีการพูดถึงการใช้ทรัพยากร และการค้าข้ามชาติ ทางออกของเรื่องนี้ คือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีความเป็นอยู่ให้เรียบง่าย กินอยู่ให้ง่ายขึ้น ไม่เบียดกัน เพื่อลดปัญหา แม้ตอนนี้ไม่ได้เป็นทางออกเด่นชัด แต่เป็นกระแสในตอนนี้ ตอนนี้ผู้คนเริ่มสนใจประเทศแถบตะวันออก เพราะประเทศทางตะวันออกมีองค์ความรู้เก่าๆ มีภูมิปัญญา มีคนทางโลกตะวันตกมากมายที่หิ้วกระเป๋าเพื่อมาปรับวิถีชีวิตและรักษาโรคเจ็บป่วยเหล่านี้ ซึ่งเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นทางออกของ Global Health Global Health Is Public Health เป็นสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ขยายความให้ใหญ่ขึ้น เพราะผลกระทบมีมากขึ้นโลกมีการเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี Competency สำหรับคนทำงานด้าน Global Health จะต้องมีความรู้เพิ่มเติม เช่นกฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ เพื่อใช้ความรู้แก้ปัญหาในการลดความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ มีความรู้เรื่องสภาวะสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้เป็น Competency ของบุคคลที่จะทำงานด้าน Global Health ซึ่งจะมีวงที่กว้างขึ้นจาก Public Health
เรื่องเสนอแนะ
คุณน้ำผึ้ง รัตนพิบูลย์ สอบถามเรื่องที่จะนำเสนอการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งต่อไป
        มติที่ประชุม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งต่อไปในวันที่ 19 พ.ค. 2554 หัวข้อเรื่อง ระบาดวิทยา มีผู้รับผิดชอบนำเสนอเรื่องระบาดวิทยา 4 ท่าน ดังนี้
1. ทพ.ฉัตรภัทร คงปั้น
2. นายสุพจน์ ชำนาญไพร
3. นางน้ำผึ้ง รัตนพิบูลย์
4. นางสาววิศเพ็ญ กิจธเนศ
        และผู้ที่ยังไม่ได้นำเสนอในครั้งนี้ ให้ตั้งคำถามในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และรับผิดชอบในการนำเสนอการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หัวข้อเรื่อง การทำงานวิจัยในครั้งต่อไป

------------------------------------------------
 
นางสาว ภิญญาพัชญ์ บุขุนทด ผู้บันทึกรายงานการประชุม
ผู้เผยแพร่/Publisher
ผู้เผยแพร่/Publisherกลุ่มพัฒนาความร่วมมือทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ
ที่อยู่/Address548 ถ.เชียงใหม่-ลำพูน ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่
E-Mailicohstaff@icoh.org
 
วันที่/Date
วันที่พิมพ์/Date12/05/2554
วันที่เผยแพร่/Issued12/05/2554
วันที่แก้ไขล่าสุด/Modified
 
ประเภท/Type กิจกรรมวิชาการ
วิทยานิพนธ์
ชื่อปริญญา
ระดับปริญญา
ภาควิชา
สถาบัน
 
ภาษา/Language tha (Thai)
URL
http://icoh.anamai.moph.go.th/thai/index.php?option=com_joomgallery&func=detail&id=3145&Itemid
ไฟล์เอกสาร
Global Health - Subjective and Objective Propective for the 21st Century.pptx - Presentation (5.21 Mb.)
GLOBAL HEALTH.ppt - Presentation (1.56 Mb.)
Global health.ทพ.แมนสรวง.ppt - Presentation (0.25 Mb.)
global healthtps.ppt - Presentation (1.50 Mb.)
Improving the Health.pptx - Presentation (0.98 Mb.)
KM_Global Health_สุพจน์.ppt - Presentation (1.67 Mb.)
สุขภาพโลก,จุมพล.ppt - Presentation (0.06 Mb.)
สุขภาพโลก.doc - Word Peocessor (0.08 Mb.)

 
คะแนน: 2  จำนวนดาวโหลด 7,705 ครั้ง